หัวข้อ “ดัชนีความเชื่อมั่นประเทศไทย ประจำเดือนพฤษภาคม 2552”
                  จากสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจและปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้น นอกจากจะส่งผลกระทบต่อ
สภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน และความวิตกกังวลในจิตใจแล้ว ยังส่งผลต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นในศักยภาพ
ของประเทศไทยอีกด้วย ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์)  จึงได้ดำเนินการสำรวจความคิดเห็น เรื่อง
 “ความเชื่อมั่นประเทศไทย ประจำเดือนพฤษภาคม 2552”  ขึ้น  โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนอายุ 18 ปี
ขึ้นไป ทุกสาขาอาชีพที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร รวมทั้งสิ้น 1,328 คน  เป็นเพศชายร้อยละ 49.9 และเพศหญิง
ร้อยละ 50.1  เมื่อวันที่ 25 – 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา สรุปผลได้ดังนี้
 
             1. ความเชื่อมั่นประเทศไทยประจำเดือนพฤษภาคม 2552 มีคะแนนความเชื่อมั่นเฉลี่ยอยู่ที่ 4.07
                 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 ซึ่งลดลงจากเดือนเมษายน 0.02 คะแนน หรือร้อยละ 0.2
                 ดังรายละเอียดในตารางต่อไปนี้

ความเชื่อมั่นที่มีต่อประเทศไทยในด้านต่างๆ
เมษายน
(คะแนนเต็ม 10)
พฤษภาคม
(คะแนนเต็ม 10)
เพิ่มขึ้น /ลดลง
1. ความเชื่อมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณี และความ
    มีน้ำใจ เอื้อเฟื้อของคนไทย
5.68
5.73
+0.05
2. ความเชื่อมั่นในศักยภาพของคนไทย
4.65
4.71
+0.06
3. ความเชื่อมั่นในความสามารถแข่งขันกับประเทศอื่น
   ในภูมิภาคเดียวกัน
4.40
4.52
+0.12
4. ความเชื่อมั่นในการเปิดโอกาสให้ภาคประชาชน
   ได้มีส่วนร่วมตัดสินใจในเรื่องสำคัญๆ ของประเทศ
4.10
4.34
+0.24
5. ความเชื่อมั่นในเสรีภาพของสื่อมวลชนในการนำเสนอ
   ข่าวสารข้อเท็จจริงไปยังประชาชน
4.35
4.28
-0.07
6. ความเชื่อมั่นในการบริหารประเทศของรัฐบาล
   ชุดปัจจุบัน
4.43
4.23
-0.20
7. ความเชื่อมั่นในระบบรัฐสภาไทย
3.79
3.55
-0.24
8. ความเชื่อมั่นในความรักความสามัคคีของคนในชาติ
3.47
3.55
+0.08
9. ความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมและการบังคับ
   ใช้กฎหมายของไทย
3.64
3.53
-0.11
10. ความเชื่อมั่นในความมั่นคงปลอดภัยของชีวิตและ
      ทรัพย์สิน
3.69
3.53
-0.16
11. ความเชื่อมั่นในการแก้ปัญหาความยากจน
     การว่างงาน และการประกอบอาชีพ
3.32
3.44
+0.12
12. ความเชื่อมั่นในสถานะทางการเงินการคลังของ
     ประเทศ
3.52
3.36
-0.16
เฉลี่ยรวม
4.09
4.07
-0.02
 
             2. ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อประเทศไทย ในอีก 6 เดือนข้างหน้า พบว่า ประชาชนมีความ
                 เชื่อมั่นว่าด้านเศรษฐกิจจะดีขึ้น ส่วนด้านการเมืองและสังคมจะยังคงเหมือนเดิม ดังตารางต่อไปนี้

ความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย
ในอีก 6 เดือนข้างหน้า
เชื่อว่า
จะดีขึ้น
(ร้อยละ)
เชื่อว่า
จะแย่ลง
(ร้อยละ)
เชื่อว่า
จะเหมือนเดิม
(ร้อยละ)
1. ด้านเศรษฐกิจ
35.7
29.3
35.0
2. ด้านการเมือง
33.4
21.9
44.7
3. ด้านสังคม
31.7
26.3
42.0
 
             3. เรื่องที่เห็นว่าควรดำเนินการโดยเร่งด่วนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นของประเทศไทย (3 อันดับแรก)
                 (เป็นคำถามปลายเปิดให้ผู้ตอบระบุเอง)  ดังรายละเอียดในตารางต่อไปนี้

เดือนเมษายน
เดือนพฤษภาคม
อันดับ 1 แก้ปัญหาความแตกแยกของ
            คนในชาติ (ร้อยละ 35.3)
อันดับ 1 แก้ปัญหาเศรษฐกิจ การว่างงาน
            และการลงทุน (ร้อยละ 40.1)
อันดับ 2 แก้ปัญหาเศรษฐกิจ การว่างงาน
           และการประกอบอาชีพ (ร้อยละ 33.1)
อันดับ 2 แก้ปัญหาความขัดแย้งของคนในสังคม
           ให้มีความรักสามัคคีกัน (ร้อยละ 35.0)
อันดับ 3 ปฏิรูปการเมือง ทำให้การเมือง
           มีเสถียรภาพ (ร้อยละ 8.8)
อันดับ 3 แก้ปัญหาความขัดแย้งในหมู่นักการเมือง
           ให้มีความสมานฉันท์ช่วยกันแก้ปัญหา
           ของประเทศ (ร้อยละ 6.0)
 
รายละเอียดในการสำรวจ
วัตถุประสงค์ในการสำรวจ:
                  เพื่อสอบถามความคิดเห็นของประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร ในประเด็นต่อไปนี้
                      1. ประเมินความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยของประชาชนชาวกรุงเทพมหานครในด้านต่างๆ
                      2. ประเมินความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยของประชาชนชาวกรุงเทพมหานครในด้านต่างๆ ในอีก 6 เดือน
                          ข้างหน้า
                      3. เรื่องที่เห็นว่าควรดำเนินการโดยเร่งด่วนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นของประเทศไทย
 
ระเบียบวิธีการสำรวจ:
                  การสำรวจใช้การสุ่มตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปจากทุกสาขาอาชีพ ในเขตกรุงเทพมหานคร  ด้วยวิธีการ
สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-Stage Sampling) โดยสุ่มเขตการปกครองทั้งเขตชั้นนอก ชั้นกลาง และชั้นใน
จำนวน 25 เขต ได้แก่ คลองเตย ดอนเมือง ดินแดง ทุ่งครุ บางเขน บางคอแหลม บางพลัด บางรัก บางขุนเทียน ปทุมวัน
ประเวศ ป้อมปราบศัตรูพ่าย พญาไท พระนคร ภาษีเจริญ ราษฎร์บูรณะ ลาดพร้าว วังทองหลาง วัฒนา สวนหลวง สะพานสูง
สาทร หนองแขม หลักสี่ ห้วยขวาง จากนั้นจึงสุ่มถนนและประชากรเป้าหมายที่จะสัมภาษณ์อย่างเป็นระบบ และใช้วิธีเก็บ
ข้อมูลโดยการสัมภาษณ์แบบพบตัว ได้กลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 1,328 คน เป็นเพศชาย ร้อยละ 49.9 และเพศหญิงร้อยละ 50.1
 
ความคลาดเคลื่อน (Margin of Error):
                  ในการประมาณการขนาดตัวอย่างมีขอบเขตของความคลาดเคลื่อน  3% ที่ระดับความเชื่อมั่น 95%
 
วิธีรวบรวมเก็บข้อมูล:
                  ใช้การสัมภาษณ์ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถามที่มีโครงสร้างแน่นอน ประกอบด้วยข้อคำถาม
แบบเลือกตอบ (Check List Nominal) และคำถามปลายเปิด (Open Form) จากนั้นคณะนักวิจัยได้นำแบบสอบถาม
ทุกชุดมาตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ก่อนบันทึกข้อมูลและประมวลผล
 
ระยะเวลาในการเก็บข้อมูล: 25 – 27 พฤษภาคม 2552
 
วันที่เผยแพร่ผลสำรวจ: 28 พฤษภาคม 2552
 
สรุปข้อมูลพื้นฐานของกลุ่มตัวอย่าง:
ตารางที่ 1: ข้อมูลประชากรศาสตร์
 
จำนวน
ร้อยละ
เพศ:    
             ชาย
663
49.9
             หญิง
665
50.1
รวม
1,328
100.0
อายุ:
 
 
             18 ปี – 25 ปี
386
29.0
             26 ปี – 35 ปี
378
28.5
             36 ปี – 45 ปี
303
22.8
             46 ปีขึ้นไป
261
19.7
รวม
1,328
100.0
การศึกษา:
 
 
             ต่ำกว่าปริญญาตรี
666
50.3
             ปริญญาตรี
612
46.2
             สูงกว่าปริญญาตรี
50
3.5
รวม
1,328
100.0
อาชีพ:
 
 
             ข้าราชการ / รัฐวิสาหกิจ
174
13.1
             พนักงาน / ลูกจ้างบริษัทเอกชน
394
29.7
             ค้าขาย / ประกอบอาชีพส่วนตัว
309
23.3
             รับจ้างทั่วไป
189
14.2
             พ่อบ้าน / แม่บ้าน / เกษียณอายุ
74
5.5
             อื่นๆ เช่น นิสิตนักศึกษา อาชีพอิสระ ว่างงาน
188
14.2
รวม
1,328
100.0
 
Vote:  ดีมาก(5) ดี (4) ปานกลาง(3) พอใช้ (2) แย่ (1)  
 ผลคะแนนVote              
 
Download PDF file:  
 
ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์)
Email: research@bu.ac.th      โทร. 0-2350-3500 ต่อ 1770-1776