หัวข้อ   “GDP ภาคประชาชน”
                 GDP ประเทศขยายตัวสูงสุดในรอบ 10 ปี แต่คนไทย 44.3 % ยังเป็นหนี้
ดีมาก (5)
ดี (4)
ปานกลาง (3)
พอใช้ (2)
แย่ (1)
 
 
 
                 ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์)  เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง
“
GDP ภาคประชาชน” โดยสำรวจความคิดเห็นจากประชาชน จำนวน 1,130 คน ทุกภูมิภาค
ทั่วประเทศ   พบว่า
ประชาชนร้อยละ 59.9 มีความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาวะเศรษฐกิจ
โดยรวมของประเทศไทยในขณะนี้ว่าอยู่ในสภาวะที่ “ไม่ค่อยดี”
โดยมีประชาชนที่ระบุว่า
รายได้ในเดือนสิงหาคม 53 ลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับรายได้ในเดือนกรกฎาคม 53  มากกว่า
ผู้ที่ระบุว่ารายได้เพิ่มขึ้น   กล่าวคือ มีประชาชนร้อยละ 28.6 มีรายได้ที่ลดลง ส่วนประชาชน
ที่มีรายได้เพิ่มขึ้นมีเพียงร้อยละ 9.6 ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 61.8 มีรายได้ไม่เปลี่ยน
แปลง   และเมื่อนำรายจ่ายที่เกิดขึ้นในเดือนสิงหาคมมาพิจารณาร่วมด้วยพบว่า   ประชาชน
ส่วนใหญ่ร้อยละ 61.9 มีรายได้เพียงพอกับรายจ่ายแต่ในจำนวนนี้มีเพียงร้อยละ 22.2 เท่านั้น
ที่เหลือเก็บเป็นเงินออม   ขณะที่ประชาชน ร้อยละ 39.7 ไม่มีเงินออม สำหรับประชาชนที่มี
รายได้น้อยกว่ารายจ่ายนั้น ร้อยละ 29.5 ชดเชยความไม่สมดุลดังกล่าวด้วยการกู้เงินหรือ
หยิบยืม   ขณะที่ร้อยละ 8.6 ต้องเอาเงินออมออกมาใช้
 
                 ด้านสถานะทางการเงินในปัจจุบัน ประชาชนร้อยละ 44.3 มีหนี้สิน ร้อยละ 30.2 ไม่มีทั้งเงินออม
และหนี้สิ้น   มีเพียงร้อยละ 25.5 เท่านั้นที่มีเงินออม ด้านการได้รับประโยชน์โดยตรงจากโครงการต่างๆ ของรัฐบาล
นับจากต้นปีถึงปัจจุบัน มีประชาชน ร้อยละ 53.4 ระบุว่าไม่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากโครงการของรัฐบาลเลย  
ส่วนที่เหลือ ร้อยละ 46.6 ได้รับประโยชน์ โดยโครงการที่ประชาชนได้รับประโยชน์มากที่สุดคือ โครงการน้ำฟรี ไฟฟ้าฟรี
รถเมล์ฟรี รถไฟชั้น 3 ฟรี (ร้อยละ 41.2)   รองลงมาเป็นโครงการเรียนฟรี 15 ปี (ร้อยละ 18.8)
 
                 ปัญหาเศรษฐกิจที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนมากที่สุดและต้องการให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือ
ในขณะนี้ คือ ปัญหาราคาสินค้าที่สูงขึ้น ทำให้ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นจึงต้องการให้รัฐบาลเข้ามาช่วยควบคุมราคา
สินค้ามากที่สุด (ร้อยละ 39.4)
  รองลงมาเป็นปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำจึงต้องการให้รัฐบาลเข้ามา
ประกันราคาสินค้าเกษตรให้ครอบคลุมสินค้าเกษตรทุกชนิด (ร้อยละ 10.0)
   
                 สำหรับแนวคิดของนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 250 บาทต่อวัน
ประชาชน ร้อยละ 64.5 เชื่อว่ารัฐบาลสามารถทำได้สำเร็จ
  ที่เหลือร้อยละ 35.5 เชื่อว่าไม่สามารถทำได้เนื่องจาก
เป็นมาตรการที่ทำยากและคิดว่าเกินความสามารถของรัฐบาล (ร้อยละ 5.7) ตลอดจนนายจ้างคงไม่เห็นด้วยเพราะจะทำให้
ต้นทุนเพิ่มขึ้น (ร้อยละ 5.7)
   
                 โปรดพิจารณารายละเอียดต่อไปนี้
 
             1. รายได้ของประชาชนในเดือนสิงหาคม 53 เปรียบเทียบกับเดือนกรกฎาคม 53

 
ร้อยละ
เพิ่มขึ้น
9.6
เหมือนเดิม/คงที่
61.8
ลดลง
28.6
 
 
             2. รายได้ของท่านในเดือนสิงหาคมเพียงพอกับรายจ่ายหรือไม่

 
ร้อยละ
เพียงพอกับรายจ่ายและมีเงินออม
22.2
เพียงพอกับรายจ่ายแต่ไม่มีเงินออม
39.7
ไม่เพียงพอกับรายจ่ายจึงต้องมีการหยิบยืม/กู้
29.5
ไม่เพียงพอกับรายจ่ายจึงต้องเอาเงินออมมาใช้
8.6
 
 
             3. สถานะทางการเงินของประชาชน ณ ปัจจุบัน

 
ร้อยละ
มีเงินออม
25.5
มีหนี้สิน
44.3
ไม่มีเงินออม/แต่ก็ไม่มีหนี้สิน
30.2
 
 
             4. นับจากต้นปีถึงปัจจุบัน ท่านได้รับประโยชน์โดยตรงจากโครงการใดของรัฐบาลชุดปัจจุบัน

 
ร้อยละ
ไม่ได้รับประโยชน์จากโครงการใดเลย
53.4
ได้รับประโยชน์ คือ (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ)
   
  • โครงการน้ำฟรี ไฟฟ้าฟรี รถเมล์ฟรี
    รถไฟชั้น 3 ฟรี
ร้อยละ  41.2
  • เรียนฟรี 15 ปี
ร้อยละ  18.8
  • โครงการประกันราคาพืชผลการเกษตร
ร้อยละ   9.4
  • โครงการเบี้ยยังชีพคนชรา
ร้อยละ   6.5
  • โครงการธงฟ้าช่วยประชาชน
ร้อยละ   4.5
  • โครงการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ
ร้อยละ   2.8
  • ต้นกล้าอาชีพ
ร้อยละ   2.6
  • อื่นๆ สวัสดิการเพื่อทหารและตำรวจ/
    ค่าตอบแทน อสม.
ร้อยละ   1.7
46.6
 
 
             5. ปัญหาเศรษฐกิจที่ทำให้ท่านเดือนร้อนมากที่สุดและอยากให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือมากที่สุด
                 ในขณะนี้ (คำถามปลายเปิดให้ผู้ตอบระบุคำตอบเองโดยอิสระ)


 
ร้อยละ
ราคาสินค้าสูงขึ้น ทำให้ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น จึงอยากให้รัฐช่วย
ควบคุมราคาสินค้า
39.4
ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ จึงอยากให้รัฐมีการประกันราคา
สินค้าเกษตรให้ครอบคลุม
10.0
ดูแลค่าจ้างขั้นต่ำ รวมถึงเงินเดือนของลูกจ้าง ให้เพียงพอกับค่าครองชีพ
8.7
เศรษฐกิจโดยรวมไม่ดี คนไม่ค่อยจับจ่าย ทำให้การค้าขายไม่ดีตาม
ไปด้วย จึงอยากให้รัฐกระตุ้นเศรษฐกิจให้มากขึ้น
6.6
น้ำมันมีราคาแพง จึงเสนอให้มีการดูแลราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด
6.1
อื่นๆ เช่น ดูแลปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง ต้นทุนการทำการเกษตร ส่งเสริม
การมีงานทำ เป็นต้น
29.2
 
 
             6. ท่านเชื่อหรือไม่ว่ารัฐบาลจะสามารถปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 250 บาทต่อวัน  ตามที่นายอภิสิทธิ์
                 เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ระบุไว้ก่อนหน้านี้


 
ร้อยละ
เชื่อว่ารัฐบาลสามารถทำได้
64.5
เชื่อว่ารัฐบาลไม่สามารถทำได้ เพราะ
 
  • เป็นมาตรการที่ทำยากเกินความสามารถ
    ของรัฐบาล
ร้อยละ   5.7
  • นายจ้างคงไม่เห็นด้วยเพราะจะทำให้
    ต้นทุนเพิ่ม
ร้อยละ   5.7
  • รัฐบาลไม่มีความพร้อมด้านงบประมาณ
ร้อยละ   4.9
  • รัฐบาลขาดความจริงใจในการแก้ปัญหา
    /เอาแต่พูด
ร้อยละ   4.2
  • ไม่มั่นใจในเสถียรภาพของรัฐบาล/การเมือง
    ยังไม่นิ่ง
ร้อยละ   3.4
  • เศรษฐกิจยังไม่ดี/นายจ้างยังไม่พร้อม
ร้อยละ   3.2
  • ค่าแรงที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นอีก
ร้อยละ   1.6
  • ค่าแรงปรับเพิ่มขึ้นเยอะเกินไป
ร้อยละ   1.5
  • อื่นๆ เช่น กระทบการลงทุน ค่าครองชีพ
    แต่ละพื้นที่ไม่เท่ากัน
ร้อยละ   5.3
35.5
 
 
             7. ท่านคิดว่าสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทยในขณะนี้เป็นอย่างไร

 
ร้อยละ
ดีเยี่ยม
0.9
ดี
20.8
ไม่ค่อยดี
59.9
ย่ำแย่
18.4
 
 
รายละเอียดในการสำรวจ
วัตถุประสงค์ในการสำรวจ:
                  เพื่อศึกษาสถานะทางการเงินของประชาชนในเดือนสิงหาคม 2553 ว่าเป็นอย่างไร รายได้เพียงพอกับรายจ่าย
หรือไม่   และได้รับประโยชน์จากโครงการของภาครัฐบ้างหรือไม่   รวมถึงความคิดเห็นต่อประเด็นเศรษฐกิจต่างๆ
 
ระเบียบวิธีการสำรวจ:
                  การสำรวจใช้การสุ่มตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปที่อยู่ในทุกสาขาอาชีพ ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร
และจังหวัดต่างๆ จากทั่วทุกภาคของประเทศ จำนวน 11 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดนนทบุรี   จังหวัด
ปทุมธานี จังหวัดระยอง จังหวัดนครสรรค์ จังหวัดลำปาง จังหวัดน่าน จังหวัดขอนแก่น จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดสงขลา และ
จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-Stage Sampling) ได้กลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 1,130 คน
เป็นเพศชายร้อยละ 47.1 และเพศหญิง ร้อยละ 52.9
 
ความคลาดเคลื่อน (Margin of Error):
                  ในการประมาณการขนาดตัวอย่างมีขอบเขตของความคลาดเคลื่อน  3% ที่ระดับความเชื่อมั่น 95%
 
วิธีเก็บรวบรวมข้อมูล:
                  ใช้การสัมภาษณ์แบบพบตัว (Face-to-face Interview) โดยเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถาม
ที่มีโครงสร้างแน่นอน ประกอบด้วยข้อคำถามแบบเลือกตอบ (Check List Nominal) และคำถามปลายเปิดให้ผู้ตอบระบุคำตอบ
เองโดยอิสระ (Open Form) และได้นำแบบสอบถามทุกชุดมาตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ก่อนบันทึกข้อมูลและประมวลผล
 
ระยะเวลาในการเก็บข้อมูล: 1 - 5 กันยายน 2553
 
วันที่เผยแพร่ผลสำรวจ: 9 กันยายน 2553
 
สรุปข้อมูลพื้นฐานของกลุ่มตัวอย่าง:
ตารางข้อมูลประชากรศาสตร์
 
จำนวน
ร้อยละ
เพศ:    
             ชาย
532
47.1
             หญิง
598
52.9
รวม
1,130
100.0
อายุ:
 
 
             18 – 25 ปี
221
19.5
             26 – 35 ปี
284
25.2
             36 – 45 ปี
305
27.0
             46 ปีขึ้นไป
320
28.3
รวม
1,130
100.0
การศึกษา:
 
 
             ต่ำกว่าปริญญาตรี
680
60.2
             ปริญญาตรี
380
33.7
             สูงกว่าปริญญาตรี
70
6.1
รวม
1,130
100.0
อาชีพ:
 
 
             ข้าราชการ / พนักงานรัฐวิสาหกิจ
138
12.3
             พนักงาน / ลูกจ้างบริษัทเอกชน
263
23.2
             ค้าขาย / ประกอบอาชีพส่วนตัว
272
24.1
             รับจ้างทั่วไป
135
12.0
             เกษตรกร
237
20.9
             พ่อบ้าน / แม่บ้าน / เกษียณอายุ
42
3.8
             อื่นๆ อาทิ อาชีพอิสระ ว่างงาน
43
3.7
รวม
1,130
100.0
 
ติดตามกรุงเทพโพลล์ผ่าน twitter ได้ที่  twitter bangkokpoll
Download PDF file:  
 
ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์)
Email: bangkokpoll@bu.ac.th      โทร. 0-2350-3500 ต่อ 1770-1776