หัวข้อ   “ สุขภาพจิตของคนกรุงท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และภัยธรรมชาติ ”
คนกรุงเทพฯ เครียดที่สุดเรื่อง ข้าวของแพง น้ำท่วม และรถติด ที่แย่กว่านั้นเยาวชนใช้ แอลกอฮอลล์เป็นเครื่องมือ
คลายเครียดมากที่สุด
 
ดีมาก (5)
ดี (4)
ปานกลาง (3)
พอใช้ (2)
แย่ (1)
 
 
                 เนื่องในวันที่ 10 ตุลาคมที่จะถึงนี้เป็นวันสุขภาพจิตโลก ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัย
กรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) จึงได้ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง “สุขภาพจิต
ของคนกรุงท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจ สังคมและภัยธรรมชาติ
”  โดยเก็บข้อมูลกับ
ประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้กลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้นจำนวน 1,474 คน
พบว่า
 
                 เรื่องที่ทำให้คนกรุงเทพฯ เครียดและวิตกกังวลมากที่สุดในช่วง 3 เดือน
ที่ผ่านมาคือ ข้าวของราคาแพง ค่าครองชีพสูง (ร้อยละ 28.6)
  รองลงมาคือกลัวน้ำท่วม
กรุงเทพฯ (ร้อยละ 15.4)  และการจราจรติดขัด (ร้อยละ 12.4)  ขณะที่ร้อยละ 3.5 ไม่มีเรื่อง
เครียดและวิตกกังวลเลย   โดยบุคคลที่คิดว่าจะเป็นที่ปรึกษาหรือเป็นที่พึ่งทางใจ ในยาม
เครียดและวิตกกังวลมากที่สุดคือ คนในครอบครัว (ร้อยละ 60.0)
   รองลงมาคือ เพื่อน
(ร้อยละ 19.7)  และคนรัก (ร้อยละ 10.0)
 
                 สำหรับกิจกรรมที่คนกรุงเทพฯ นิยมทำเพื่อผ่อนคลายเมื่อเกิดความเครียด
และวิตกกังวลมากที่สุดอันดับแรกคือ ดูโทรทัศน์ ฟังวิทยุ (ร้อยละ 98.3)  รองลงมาคือ ช้อปปิ้ง ดูหนัง ทานข้าว
(ร้อยละ 88.0)  และออกกำลังกาย (ร้อยละ 84.5)  อย่างไรก็ตามคนกรุงเทพฯ บางส่วนเลือกที่จะใช้วิธีที่ไม่ดีเพื่อผ่อนคลาย
คือ ร้อยละ 52.9 เลือกที่จะดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์  และร้อยละ 24.9 เลือกที่จะสูบบุหรี่   ทั้งนี้เมื่อพิจารณาเฉพาะ
กลุ่มที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์พบว่า เป็นกลุ่มเยาวชนอายุ 18-25 ปี มากที่สุด (ร้อยละ 19.8)
 
                 เมื่อถามว่าคนกรุงเทพฯ จะมีความเสี่ยงต่อปัญหาทางสุขภาพจิต (เช่น โรควิตกกังวล โรคจิต
โรคซึมเศร้า) มากน้อยเพียงใดเมื่อเปรียบเทียบกับคนต่างจังหวัด   กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ร้อยละ 66.0 คิดว่า
คนกรุงเทพฯ มีความเสี่ยงมากกว่า
   ขณะที่ร้อยละ 29.3 คิดว่ามีพอๆ กัน   และร้อยละ 3.2 คิดว่ามีน้อยกว่า
 
                  ด้านความเห็นต่อปัญหาความแตกแยกในสังคม ปัญหาน้ำท่วม ปัญหาของแพง ในปัจจุบันมีส่วน
ทำให้สุขภาพจิตของคนไทยไม่ดี มากน้อยเพียงใด ร้อยละ 94.6 เห็นว่ามากถึงมากที่สุด
 และร้อยละ 5.4 เห็นว่า
น้อยถึงน้อยที่สุด
 
                  สุดท้ายเมื่อถามว่าปัจจุบันรัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพจิตของประชาชนมากน้อย
เพียงใด คนกรุงเทพฯ ร้อยละ 64.6 เห็นว่าไม่ค่อยให้ความสำคัญ
  และร้อยละ 22.2 เห็นว่าไม่ให้ความสำคัญเลย
ขณะที่ร้อยละ 13.2 เห็นว่าให้ความสำคัญมาก
 
                  รายละเอียดดังต่อไปนี้
 
 
             1. เรื่องที่เครียดและวิตกกังวลมากที่สุดในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา (5 อันดับแรก) คือ

 
ร้อยละ
ข้าวของราคาแพง ค่าครองชีพสูง
28.6
กลัวน้ำท่วมกรุงเทพฯ
15.4
การจราจรติดขัด
12.4
การทำงาน / เรียน
9.0
ความแตกแยกในสังคม
6.1
ไม่มีเรื่องเครียดและวิตกกังวล
3.5
 
 
             2. บุคคลที่คิดว่าจะเป็นที่ปรึกษาหรือเป็นที่พึ่งทางใจ ในยามเครียดและวิตกกังวลมากที่สุด

 
ร้อยละ
คนในครอบครัว
60.0
เพื่อน
19.7
คนรัก
10.0
พระ / บาทหลวง / ผู้นำทางศาสนา
2.1
หมอจิตแพทย์
0.4
สายด่วนของภาครัฐที่ช่วยแก้ปัญหา
0.4
ไม่ได้ปรึกษาใคร แก้ปัญหาด้วยตนเอง
7.4
 
 
             3. กิจกรรมที่นิยมทำเพื่อผ่อนคลายเมื่อเกิดความเครียดและวิตกกังวล

กิจกรรม
ได้ทำ
(ร้อยละ)
ไม่ได้ทำเลย
(ร้อยละ)
ดูโทรทัศน์ ฟังวิทยุ
98.3
1.7
ช้อปปิ้ง ดูหนัง ทานข้าว
88.0
12.0
ออกกำลังกาย
84.5
15.5
ไปเที่ยวทะเล ภูเขา
82.6
17.4
นั่งสมาธิ เข้าวัด ฟังธรรม
76.5
23.5
เล่นอินเทอร์เน็ต สมาร์ทโฟน
74.0
26.0
ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์
52.9
47.1
สูบบุหรี่
24.9
75.1
 

             ทั้งนี้เมื่อแยกเฉพาะกลุ่มที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ (ร้อยละ 52.9) พบว่า

 
เป็นผู้ที่มี อายุ
18-25 ปี
ร้อยละ 19.8
   
26-35 ปี
ร้อยละ 15.8
   
36-45 ปี
ร้อยละ 10.4
   
46 ปีขึ้นไป
ร้อยละ  6.9
 
 
             4. ความคิดเห็นต่อคนในกรุงเทพฯ เสี่ยงที่จะมีปัญหาทางสุขภาพจิต (เช่น โรควิตกกังวล โรคจิต
                 โรคซึมเศร้า) มากน้อยเพียงใด เมื่อเทียบกับคนต่างจังหวัด

 
ร้อยละ
มีมากกว่า
66.0
มีพอๆ กัน
29.3
มีน้อยกว่า
3.2
ไม่มีปัญหา
1.5
 
 
             5. ความคิดเห็นต่อปัญหาความแตกแยกในสังคม ปัญหาน้ำท่วม ปัญหาของแพง ในปัจจุบันมีส่วน
                 ทำให้สุขภาพจิตของคนไทยไม่ดี มากน้อยเพียงใด

 
ร้อยละ
มากถึงมากที่สุด
(โดยแบ่งเป็นมากร้อยละ 51.9 และมากที่สุดร้อยละ 42.7)
94.6
น้อยถึงน้อยที่สุด
(โดยแบ่งเป็นน้อยร้อยละ 4.7 และน้อยที่สุดร้อยละ 0.7)
5.4
 
 
             6. ปัจจุบันรัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพจิตของประชาชน มากน้อยเพียงใด

 
ร้อยละ
ให้ความสำคัญมาก
13.2
ไม่ค่อยให้ความสำคัญ
64.6
ไม่ให้ความสำคัญเลย
22.2
 
 
รายละเอียดในการสำรวจ
วัตถุประสงค์ในการสำรวจ:
                  1. เพื่อสะท้อนเรื่องที่ประชาชนเครียดและวิตกกังวลในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา
                  2. เพื่อต้องการทราบกิจกรรมที่ประชาชนใช้ผ่อนคลายความเครียดและความวิตกกังวล
                  3. เพื่อเปรียบเทียบความเสี่ยงด้านปัญหาสุขภาพจิตระหว่างคนในเมืองเทียบกับคนในต่างจังหวัด
                  4. เพื่อสะท้อนปัญหาต่างๆ ในปัจจุบันว่ามีส่วนทำให้สุขภาพจิตของประชาชนไม่ดีมากน้อยเพียงใด และรัฐบาล
                      ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพจิตของประชาชนหรือไม่
 
ระเบียบวิธีการสำรวจ:
                  การสำรวจใช้การสุ่มตัวอย่างจากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปในทุกสาขาอาชีพ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ด้วยวิธี
การสุ่มตัวอย่างอย่างเป็นระบบ จากนั้นใช้วิธีเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์แบบพบตัว ได้กลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้นจำนวน 1,474 คน
เป็นชายร้อยละ 48.9 และหญิงร้อยละ 51.1
 
ความคลาดเคลื่อน (Margin of Error):
                  ในการประมาณการขนาดตัวอย่างมีขอบเขตของความคลาดเคลื่อน  3% ที่ระดับความเชื่อมั่น 95%
 
วิธีเก็บรวบรวมข้อมูล:
                  ใช้การสัมภาษณ์แบบพบตัว โดยเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถามที่มีโครงสร้างแน่นอน
โดยเป็นข้อคำถามแบบเลือกตอบ (Check List Nominal) จากนั้นคณะนักวิจัยได้นำแบบสอบถามทุกชุดมาตรวจสอบ
ความถูกต้องสมบูรณ์ก่อนบันทึกข้อมูลและประมวลผล
 
ระยะเวลาในการเก็บข้อมูล:  25 - 28 กันยายน 2555
 
วันที่เผยแพร่ผลสำรวจ: 9 ตุลาคม 2555
 
สรุปข้อมูลพื้นฐานของกลุ่มตัวอย่าง:
ตารางข้อมูลประชากรศาสตร์
 
จำนวน
ร้อยละ
เพศ:    
             ชาย
721
48.9
             หญิง
753
51.1
รวม
1,474
100.0
อายุ:
 
 
             18 – 25 ปี
444
30.1
             26 – 35 ปี
369
25.0
             36 – 45 ปี
321
21.8
             46 ปีขึ้นไป
340
23.1
รวม
1,474
100.0
การศึกษา:
 
 
             ต่ำกว่าปริญญาตรี
709
48.1
             ปริญญาตรี
678
46.0
             สูงกว่าปริญญาตรี
87
5.9
รวม
1,474
100.0
อาชีพ:
 
 
             ข้าราชการ / พนักงานรัฐวิสากิจ
112
7.6
             พนักงาน / ลูกจ้าง บริษัทเอกชน
363
24.6
             ค้าขาย / ประกอบอาชีพส่วนตัว
382
25.9
             รับจ้างทั่วไป
160
10.9
             พ่อบ้าน / แม่บ้าน / เกษียณอายุ
109
7.4
             นักศึกษา
313
21.2
             อื่นๆ อาทิ อาชีพอิสระ ว่างงาน เป็นต้น
35
2.4
รวม
1,474
100.0
 
ติดตามกรุงเทพโพลล์ผ่าน twitter ได้ที่  twitter bangkokpoll
Download PDF file:  
 
ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์)
Email: bangkokpoll@bu.ac.th      โทร. 0-2350-3500 ต่อ 1770-1776