หัวข้อ   “บทเรียนชั่วชีวิตของผู้สูงอายุ ที่อยากบอกลูกหลานในวันสงกรานต์”
ผู้สูงอายุบอกสงกรานต์สมัยนี้เล่นกันรุนแรง และคึกคะนองเกินไป
แต่อยากสอนลูกหลานจากบทเรียนชั่วชีวิตให้เป็นคนดีอยู่ในศีลธรรม และใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังไม่ประมาท
 
ดีมาก (5)
ดี (4)
ปานกลาง (3)
พอใช้ (2)
แย่ (1)
 
 
                 ด้วยวันที่ 13 เมษายนของทุกปี นอกจากจะเป็นวันสงกรานต์ หรือวันขึ้น
ปีใหม่ของไทยแล้ว รัฐบาลยังกำหนดให้เป็น “วันผู้สูงอายุแห่งชาติ” อีกด้วย
ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ(กรุงเทพโพลล์) จึงได้ดำเนินการสำรวจความคิดเห็น
เรื่อง “บทเรียนชั่วชีวิตของผู้สูงอายุ ที่อยากบอกลูกหลานในวันสงกรานต์”
โดยเก็บข้อมูลกับผู้สูงอายุ จำนวน 1,183 คน เมื่อวันที่ 5-8 เมษายน ที่ผ่านมา
พบว่า
 
                 ผู้สูงอายุร้อยละ 71.5 บอกว่าได้รับความสำคัญ ความสนใจและ
ความเอาใจใส่ จากลูกหลานอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างมากถึงมากที่สุด
  ขณะที่
ร้อยละ 21.8 บอกว่าอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด  ส่วนร้อยละ 6.7 บอกว่า
ไม่ได้รับความสนใจเลย และเมื่อถามต่อว่า “กลัวจะถูกลูกหลานทอดทิ้งหรือไม่”
ร้อยละ 87.7 บอกว่าไม่กลัว
   ขณะที่ร้อยละ 12.3 บอกว่ากลัวจะถูกทอดทิ้ง
 
                 สำหรับสิ่งที่อยากได้จากลูกหลานเนื่องในวันผู้สูงอายุในปีนี้ ร้อยละ 37.6
บอกว่าอยากให้ลูกหลานมาอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา ทำกิจกรรมร่วมกันที่บ้าน  รองลงมาร้อยละ 18.3 บอกว่า
อยากให้ลูกหลานเคารพและฟังคำตักเตือนของผู้ใหญ่  และร้อยละ 16.6 บอกว่าอยากให้พาไปทำบุญตามวัดต่างๆ
 
                 เมื่อถามความคิดเห็นเกี่ยวกับการเล่นสงกรานต์สมัยนี้ว่ามีความแตกต่างจากสมัยก่อนอย่างไร ร้อยละ 35.5
บอกว่าสมัยนี้เล่นกันรุนแรง และคึกคะนองเกินไป
  รองลงมาร้อยละ 22.7 บอกว่า เล่นไม่สุภาพ แต่งตัวโป๊ ล่วงเกินและ
ลวนลามผู้หญิง  และร้อยละ 13.5 บอกว่าเล่นกันเอาสนุกเข้าว่า ทำให้ประเพณีดั้งเดิมหายไปหมด
 
                  ส่วนเรื่องที่อยากให้ลูกหลานระมัดระวังมากที่สุดขณะออกไปเที่ยวในวันสงกรานต์ปีนี้ คือ ระวังอุบัติเหตุ
ทางรถยนต์ ถนนลื่น (ร้อยละ 53.2)
  รองลงมาคือระวังคนเมาสุรา ทะเลาะวิวาท ตีกัน (ร้อยละ 14.1)  และระวังการเล่น
สาดน้ำรุนแรงเกิดขอบเขต (ร้อยละ 11.6)
 
                  สำหรับบทเรียนสำคัญที่สุดชั่วชีวิตที่ผู้สูงอายุต้องการจะบอกแก่ลูกหลานในสังคมคือ ให้ทำตัวเป็นคนดี
อยู่ในศีลธรรม (ร้อยละ 26.7)
   รองลงมาคือให้รู้จักวางแผนการใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง มีสติ ไม่ประมาท (ร้อยละ10.8)
และให้ขยัน ตั้งใจ และอดทน ทั้งในเรื่องการเรียนและการทำงาน (ร้อยละ10.1)
 
                  สุดท้ายเรื่องที่ผู้สูงอายุอยากให้รัฐบาลช่วยเหลือ ดูแลมากที่สุดคือ เพิ่มเบี้ยยังชีพแก่ผู้สูงอายุ
ให้สูงขึ้นจากเดิม (ร้อยละ 36.7)
  รองลงมาคือ ให้ผู้สูงอายุรักษาฟรีทุกโรงพยาบาล และได้รับการบริการที่ดีและรวดเร็ว
(ร้อยละ 30.3)   และให้จัดหน่วยแพทย์ตรวจและดูแลสุขภาพผู้สูงอายุตามชุมชนต่างๆ (ร้อยละ 8.1 )
 
                  ดังรายละเอียดต่อไปนี้
 
 
             1. ความเห็นเกี่ยวกับการได้รับความสำคัญ ความสนใจ และความเอาใจใส่ จากลูกหลานในปัจจุบัน

 
ร้อยละ
มากที่สุด
21.6
ค่อนข้างมาก
49.9
ค่อนข้างน้อย
17.1
น้อยที่สุด
4.7
ไม่ได้รับเลย
6.7
 
 
             2. ความเห็นเกี่ยวกับข้อคำถามที่ว่า “กลัวจะถูกลูกหลานทอดทิ้งหรือไม่”

 
ร้อยละ
กลัว
12.3
ไม่กลัว
87.7
 
 
             3. สิ่งที่อยากได้จากลูกหลานมากที่สุด เนื่องในวันสงกรานต์ ซึ่งถือเป็นวันผู้สูงอายุแห่งชาติ

 
ร้อยละ
อยากให้ลูกหลานมาอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา ทำกิจกรรมร่วมกันที่บ้าน
37.6
อยากให้เคารพและฟังคำตักเตือนของผู้ใหญ่
18.3
ให้พาไปทำบุญตามวัดต่างๆ
16.6
อยากได้การดูแลเอาใจใส่จากลูกหลาน
11.2
อยากให้พาไปเที่ยวในที่ต่างๆ
4.5
อื่นๆ อาทิ ไม่อยากได้อะไร แค่ให้ลูกหลานเป็นคนดี สามารถเลี้ยงตัวเองให้รอด
ก็พอแล้ว ฯลฯ
11.8
 
 
             4. ความคิดเห็นของผู้สูงอายุเกี่ยวกับการเล่นสงกรานต์ในสมัยนี้มีความแตกต่างจากสมัยก่อน
                 อย่างไร มากที่สุด 5 อันดับแรก (เป็นคำถามปลายเปิดให้ผู้ตอบระบุเอง)

 
ร้อยละ
เล่นกันรุนแรง และคึกคะนองเกินไป
35.5
เล่นไม่สุภาพ ไม่ถูกกาลเทศะ แต่งตัวโป๊ ล่วงเกินและลวนลามผู้หญิง
22.7
เล่นกันเอาสนุกเข้าว่า ทำให้ประเพณีดั้งเดิมหายไปหมด เช่น ทำบุญวันสงกรานต์
รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่
13.5
ดีที่ยังมีประเพณีสงกรานต์ตกทอดมาถึงสมัยนี้
13.2
เป็นเรื่องธรรมดา การเล่นก็เปลี่ยนไปตามยุคสมัย
7.3
 
 
             5. เรื่องที่อยากให้ลูกหลานระมัดระวังมากที่สุดขณะออกไปเที่ยวในวันสงกรานต์ปีนี้

 
ร้อยละ
ระวังอุบัติเหตุทางรถยนต์ ถนนลื่น
53.2
ระวังคนเมาสุรา / ทะเลาะวิวาท / ตีกัน
14.1
ระวังการเล่นสาดน้ำรุนแรงเกิดขอบเขต
11.6
ระวังตก/ร่วงจากรถ / อุบัติเหตุอื่นๆ ขณะเล่นสาดน้ำ
6.9
ระวังเรื่องการแต่งตัวโป๊ อนาจาร
4.8
ระวังเรื่องการถูกลวนลาม คุกคามทางเพศ
3.7
อื่นๆ อาทิ ระวังถูกล้วงกระเป๋า เด็กพลัดหลง ยาเสพติด การยิงปืนขึ้นฟ้า
การเล่นการพนัน ฯลฯ
5.7
 
 
             6. 10 บทเรียนสำคัญที่สุดที่ผู้สูงอายุต้องการจะบอกแก่ลูกหลานในสังคม จากประสบการณ์ที่
                 ผ่านมาชั่วชีวิต (เป็นคำถามปลายเปิดให้ผู้ตอบระบุเอง)

 
ร้อยละ
ให้ทำตัวเป็นคนดี อยู่ในศีลธรรม
26.7
ให้รู้จักวางแผนการใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง มีสติ ไม่ประมาท
10.8
ให้ขยัน ตั้งใจ และอดทน ทั้งในเรื่องการเรียนและการทำงาน
10.1
ให้คำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยไว้ก่อนและระวังอุบัติเหตุต่างๆ
7.9
ให้รู้จักเก็บออม ไม่ฟุ่มเฟือย ดำรงชีพอย่างพอเพียง
6.3
ให้ห่างไกลจากอบายมุข เช่น เหล้า ยาเสพติด การพนัน
5.7
ให้กตัญญูรู้คุณพ่อแม่ และเอาใจใส่ครอบครัว
4.6
ให้ยึดขนบธรรมเนียมประเพณีไทย และรักษาประเพณีไทยให้คงอยู่
4.3
ให้เชื่อฟังและมีสัมมาคารวะกับผู้ใหญ่
4.0
ให้ใจเย็นๆ จะได้ไม่เกิดการทะเลาวิวาท ตีกัน
3.3
 
 
             7. เรื่องที่ผู้สูงอายุอยากให้รัฐบาลช่วยเหลือ ดูแล มากที่สุด 5 อันดับแรก
                 (เป็นคำถามปลายเปิดให้ผู้ตอบระบุเอง)

 
ร้อยละ
เพิ่มเบี้ยยังชีพแก่ผู้สูงอายุให้สูงขึ้นจากเดิม
36.7
ให้ผู้สูงอายุรักษาฟรีทุกโรงพยาบาล และได้รับการบริการที่ดี และรวดเร็ว
30.3
ให้จัดหน่วยแพทย์ตรวจและดูแลสุขภาพผู้สูงอายุตามชุมชนต่างๆ
8.1
ให้รัฐบาลใส่ใจดูแลผู้สูงอายุมากขึ้น
6.3
ให้ดูแล จัดหาที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้สูงอายุที่ถูกลูกหลานทอดทิ้ง
3.1
 
 
รายละเอียดในการสำรวจ
วัตถุประสงค์ในการสำรวจ:
                  เพื่อสอบถามความคิดเห็นของผู้สูงอายุเนื่องในวันผู้สูงอายุแห่งชาติ   โดยสอบถามเกี่ยวกับการได้รับการดูแล
เอาใจใส่จากลูกหลาน เรื่องที่อยากได้จากลูกหลานในวันผู้สูงอายุ ความเห็นเกี่ยวกับการเล่นน้ำสงกรานต์ในปัจจุบัน  ตลอดจน
บทเรียนในชีวิตที่อยากบอกแก่ลูกหลานในสังคม รวมถึงเรื่องที่อยากให้รัฐบาลเข้ามาดูแล ทั้งนี้จะได้สะท้อนมุมมองความคิดเห็น
ของผู้สูงอายุให้คนในสังคมและผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับทราบ และนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศต่อไป
 
ระเบียบวิธีการสำรวจ:
                  การสำรวจใช้การสุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุซึ่งอยู่ในวัยเกษียณ ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่าง
แบบหลายขั้นตอน (Multi-Stage Sampling) โดยสุ่มจากเขตการปกครองทั้งเขตชั้นใน ชั้นกลาง และชั้นนอก ได้เขตที่ทำการ
เก็บข้อมูลดังนี้ เขตคลองเตย คลองสามวา ดินแดง ดุสิต ตลิ่งชัน ทวีวัฒนา ทุ่งครุ บางกอกน้อย บางกะปิ บางเขน บางคอแหลม
บางซื่อ บางนา บางบอน บางพลัด บางรัก บึงกุ่ม ปทุมวัน ประเวศ ป้อมปราบฯ พญาไท พระนคร ภาษีเจริญ มีนบุรี ราชเทวี
ราษฎร์บูรณะ สวนหลวง และสาทร จากนั้นจึงสุ่มประชากรเป้าหมายที่จะสัมภาษณ์ ได้กลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 1,183 คน เป็น
เพศชายร้อยละ 40.3 และเพศหญิงร้อยละ 59.7
 
ความคลาดเคลื่อน (Margin of Error):
                  ในการประมาณการขนาดตัวอย่างมีขอบเขตของความคลาดเคลื่อน  3% ที่ระดับความเชื่อมั่น 95%
 
วิธีเก็บรวบรวมข้อมูล:
                  ใช้การสัมภาษณ์แบบพบตัว (Face-to-face Interview) โดยเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถาม
ที่มีโครงสร้างแน่นอน ประกอบด้วยข้อคำถามแบบเลือกตอบ (Check List Nominal) และคำถามปลายเปิดให้ผู้ตอบระบุ
คำตอบเองโดยอิสระ (Open Form) และได้นำแบบสอบถามทุกชุดมาตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ก่อนบันทึกข้อมูลและ
ประมวลผล
 
ระยะเวลาในการเก็บข้อมูล:  5 - 8 เมษายน 2556
 
วันที่เผยแพร่ผลสำรวจ: 12 เมษายน 2556
 
สรุปข้อมูลพื้นฐานของกลุ่มตัวอย่าง:
ตารางข้อมูลประชากรศาสตร์
 
จำนวน
ร้อยละ
เพศ:    
             ชาย
477
40.3
             หญิง
706
59.7
รวม
1,183
100.0
อายุ:
 
 
             55 – 60 ปี
455
38.5
             61 – 65 ปี
290
24.5
             66 – 70 ปี
188
15.9
             71 ปีขึ้นไป
250
21.1
รวม
1,183
100.0
 
ติดตามกรุงเทพโพลล์ผ่าน twitter ได้ที่  twitter bangkokpoll
Download PDF file:  
 
ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์)
Email: bangkokpoll@bu.ac.th      โทร. 0-2350-3500 ต่อ 1770-1776