หัวข้อ   “ ชีวิตเด็ก ม.ปลาย สู่รั้วมหาวิทยาลัย ”
ชีวิตนักเรียน ม.ปลาย 60.2% ต้องเรียนพิเศษ และ 64.4% บอกระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในปัจจุบัน
เหมาะสมดีอยู่แล้ว โดย 55.7% จะเลือกคณะที่ชอบโดยไม่สนใจเรื่องสถาบัน ทั้งนี้นักเรียนถึง 74.7%
ไม่ค่อยมั่นใจว่าการเรียนการสอนในปัจจุบันจะทำให้เด็กไทยเก่งกว่าประเทศอื่นในอาเซียน พร้อมเสนอ
คสช. ปฏิรูปการศึกษาโดยปรับปรุงระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ลดจำนวนชั่วโมงเรียน
และปรับปรุงการเรียนการสอนในห้องเรียน
 
 
 
ดีมาก (5)
ดี (4)
ปานกลาง (3)
พอใช้ (2)
แย่ (1)
 
 
                 เนื่องด้วย วันที่ 1 กรกฎาคม 2557 เป็นวันประกาศผลสอบแอดมิชชั่น
ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) จึงได้สำรวจความคิดเห็นเรื่อง
“ชีวิตเด็ก ม.ปลาย สู่รั้วมหาวิทยาลัย”
โดยเก็บข้อมูลจากนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่
ชั้น ม.ปลาย และที่กำลังรอศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย ประจำปีการศึกษา 2557 ทั้งในกรุงเทพฯและปริมณฑล จำนวน 1,231 คน พบว่า
 
                  นักเรียนม.ปลายส่วนใหญ่ ร้อยละ 60.2 นิยมเรียนพิเศษ โดย
เหตุผลว่า
เรียนในห้องเรียนไม่ค่อยเข้าใจ และเนื้อหาที่เรียนไม่ตรงกับที่จะใช้สอบ
เข้ามหาวิทยาลัย เป็นต้น ขณะที่ร้อยละ 39.8 ไม่ได้เรียนพิเศษ ด้วยเหตุผลที่ว่า
ฐานะไม่ดี ตั้งใจเรียนในห้อง และเอาเวลาไปทำกิจกรรมอย่างอื่นดีกว่า เป็นต้น
ทั้งนี้เมื่อถามเฉพาะผู้ที่เรียนพิเศษว่า เมื่อถึงเวลาสอบใช้ความรู้จากที่ใดมากกว่ากัน
ระหว่างความรู้ที่เรียนในห้องเรียนกับความรู้ที่ได้จากการเรียนพิเศษ ร้อยละ 59.6
บอกว่าใช้ความรู้ที่ได้จากการเรียนให้ห้องเรียนและจากที่เรียนพิเศษพอๆ กัน

รองลงมาร้อยละ 27.9 ใช้ความรู้ที่ได้จากการเรียนพิเศษมากกว่า มีเพียงร้อยละ 12.5
เท่านั้นที่ใช้ความรู้ในห้องเรียนมากกว่า
 
                  สำหรับความเห็นต่อการเพิ่มเนื้อหา ด้านคุณธรรม จริยธรรม
จิตสำนึกความเป็นไทย ในเนื้อหาวิชาเรียนนั้นนักเรียนส่วนใหญ่ ร้อยละ 67.3
บอกว่าเห็นด้วย
ร้อยละ 8.6 บอกว่าไม่เห็นด้วย และ ร้อยละ 24.1 บอกว่าไม่แน่ใจ
 
                  ส่วนความเห็นต่อระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยของรัฐในปัจจุบัน
นักเรียนร้อยละ 64.4 เห็นว่าเหมาะสมแล้วและควรมีต่อไป
โดยให้เหตุผลว่า
สามารถนำคะแนนเก็บในโรงเรียนมาคิดเป็นคะแนนสอบได้ทำให้เกิดการตั้งใจเรียน
ในโรงเรียนเพิ่มขึ้น และการสอบส่วนกลางสามารถเก็บคะแนนได้หลายครั้ง สามารถเลือก
คะแนนที่ดีที่สุดได้ เป็นต้น ส่วนอีกร้อยละ 35.6 เห็นว่าไม่เหมาะสม ควรยกเลิก
โดยให้เหตุผลว่า จำนวนครั้งที่สอบมีมากเกินไป ทำให้เครียด ต้องกวดวิชามากขึ้น
และต้องวิ่งรอกหาสถานที่สอบตรงเข้ามหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้น เป็นต้น
 
                 หลักเกณฑ์ที่ใช้เลือกมหาวิทยาลัยที่จะศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของรัฐ นักเรียนร้อยละ 55.7
บอกว่าจะเลือกจากคณะที่ชอบและตั้งใจจะเรียนโดยไม่สนใจเรื่องสถาบัน
รองลงมาร้อยละ 25.5 จะเลือกสถาบัน
ที่ชอบเป็นหลัก และร้อยละ 13.1 จะเลือกคณะหรือมหาวิทยาลัยที่มีคะแนนถึง
 
                 ส่วนเกณฑ์ที่ใช้ในการเลือกมหาวิทยาลัยเอกชน หากพลาดจากแอดมิชชั่น นักเรียนร้อยละ 52.1
จะพิจารณาจากการมีคณะ/หลักสูตรที่ต้องการและมีชื่อเสียง
รองลงมาร้อยละ 32.9 เลือกจากชื่อเสียงของสถาบัน
เป็นที่ยอมรับในสังคม และร้อยละ 30.5 เลือกจากการเดินทางสะดวกสบาย
 
                  ทั้งนี้เมื่อถามถึงความมั่นใจต่อระบบการเรียนการสอนของไทยในปัจจุบัน ว่าจะทำให้นักเรียน
มีศักยภาพดีกว่านักเรียนในประเทศอาเซียนได้มากน้อยเพียงใดพบว่า นักเรียนร้อยละ 60.1 มั่นใจน้อยถึงน้อยที่สุด

ขณะที่ร้อยละ 25.3 มั่นใจมากถึงมากที่สุด ที่เหลือร้อยละ 14.6 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย
 
                 สำหรับความคาดหวังในการใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยของนักเรียน ม. ปลายร้อยละ 27.5 คาดหวังว่า
จะเรียนสบายๆ มีความสุข ไม่เครียด
รองลงมาร้อยละ 15.6 คาดหวังว่าจะได้เจอสังคมที่ดีระหว่างเพื่อน และการดูแลที่ดี
จากรุ่นพี่ และร้อยละ 10.4 คาดหวังว่าชีวิตจะไปด้วยดีจนจบการศึกษา
 
                  สุดท้ายเรื่องที่อยากฝากให้ คสช. ปฏิรูปด้านการศึกษามากที่สุด คือ ระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัย
ที่มีหลากหลายเกินไป อยากให้ลดจำนวนการสอบลง จะทำให้นักเรียนมีโอกาสเท่าเทียมกันในการสอบ
(ร้อยละ 27.5)
รองลงมาคือ ลดจำนวนชั่วโมงเรียน หรือคาบเรียนลง (ร้อยละ 15.8) และปรับปรุงการเรียนการสอน
ในห้องเรียน ให้เข้าใจง่ายขึ้น สามารถนำไปใช้ได้จริง เน้นเข้าใจมากกว่าท่องจำ (ร้อยละ 11.4)
 
 
                 ดังรายละเอียดในตารางต่อไปนี้
 
             1. การเรียนพิเศษของนักเรียนชั้น ม.ปลาย

 
ร้อยละ
เรียน
โดยให้เหตุผลว่า



เรียนในห้องเรียนไม่ค่อยเข้าใจ ต้องเพิ่มความเข้าใจ
ในแต่ละวิชาให้มากขึ้น คิดว่ายังเก่งไม่พอ เนื้อหา
ที่เรียนไม่ตรงกับที่จะใช้สอบเข้ามหาวิทยาลัย ต้อง
เตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย เป็นต้น
60.2
ไม่เรียน
โดยให้เหตุผลว่า

ฐานะไม่ดี ไม่สนใจ ไม่จำเป็น เอาเวลาไปทำกิจกรรม
อย่างอื่นดีกว่า ตั้งใจเรียนในห้อง อ่านหนังสือเอง เป็นต้น
39.8
 
 
             2. เมื่อถึงเวลาสอบใช้ความรู้จากที่ใดมากกว่ากันระหว่างความรู้ที่เรียนในห้องเรียนกับความรู้
                 ที่ได้จากการเรียนพิเศษ (ถามเฉพาะผู้ที่เรียนพิเศษ)

 
ร้อยละ
ความรู้จากทั้ง 2 ที่ พอๆกัน
59.6
ความรู้จากที่เรียนพิเศษมากกว่า
27.9
ความรู้จากห้องเรียนมากกว่า
12.5
 
 
             3. ความเห็นต่อการเพิ่มเนื้อหา ด้านคุณธรรม จริยธรรม จิตสำนึกความเป็นไทย ในเนื้อหาวิชาเรียน

 
ร้อยละ
เห็นด้วย
67.3
ไม่เห็นด้วย
8.6
ไม่แน่ใจ
24.1
 
 
             4. ความคิดเห็นต่อรูปแบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยรัฐบาลในปัจจุบัน

 
ร้อยละ
เห็นว่าเหมาะสมและสมควรให้มีต่อไป
โดยให้เหตุผลว่า


สามารถนำคะแนนเก็บในโรงเรียนตอน
ม.ปลายมาคิดเป็นคะแนนสอบได้ทำให้
เกิดการตั้งใจเรียนในโรงเรียนเพิ่มขึ้น
ร้อยละ 33.0


 
สอบส่วนกลางสามารถเก็บคะแนนได้
หลายครั้ง สามารถเลือกคะแนนที่ดี
ที่สุดได้
ร้อยละ 21.9


 
สามารถแก้ หรือลดปัญหาการ
กวดวิชาได้
ร้อยละ 8.3

  อื่นๆ อาทิ มีทางเลือกมากขึ้น สอบได้
หลายที่ การสอบตรงรู้ผลได้เร็วกว่า ฯลฯ
ร้อยละ 1.2

64.4
คาดว่าจะเล่น
โดยให้เหตุผลว่า

จำนวนครั้งที่สอบมีมากเกินไป
ทำให้เครียด
ร้อยละ 11.7

 
ทำให้ต้องกวดวิชามากขึ้น
ร้อยละ 7.5
 
ทำให้ต้องวิ่งรอกหาสถานที่สอบตรงเข้า
มหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้น
ร้อยละ 6.8

  ทำให้เสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการ
สอบหลายๆครั้ง
ร้อยละ 6.5

  อื่นๆ อาทิ ตัดโอกาสสอบสำหรับคนที่
ฐานะไม่ดี ข้อสอบยากเกินไป แต่ละ
โรงเรียนมีมาตรฐานการให้เกรดไม่
เท่ากัน มีการแข่งขันกันสูง ฯลฯ
ร้อยละ 3.1



35.6
 
 
             5. หลักเกณฑ์ที่ใช้เลือกมหาวิทยาลัยที่จะศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของรัฐ

 
ร้อยละ
เลือกคณะที่ชอบและตั้งใจจะเรียนโดยไม่สนใจเรื่องสถาบัน
55.7
เลือกสถาบันที่ชอบเป็นหลัก
25.5
เลือกคณะ/มหาวิทยาลัยที่มีคะแนนถึง
13.1
เลือกตามเพื่อนเพื่อจะได้ไปเรียนด้วยกัน
1.1
อื่นๆ อาทิ เลือกคณะและสถาบันตามที่ผู้ปกครองอยากให้เรียน
อาชีพที่รองรับในอนาคต เป็นต้น
4.6
 
 
             6. เกณฑ์ที่ ใช้ในการเลือกมหาวิทยาลัยเอกชน หากพลาดจากแอดมิชชั่น คือ
                  (เลือกตอบได้มากกว่า 1 ข้อ)

 
ร้อยละ
มีคณะ/หลักสูตรที่ต้องการและมีชื่อเสียง
52.1
ชื่อเสียงของสถาบันเป็นที่ยอมรับในสังคม
32.9
การเดินทางสะดวกสบาย
30.5
ดูอัตราการได้งานทำของบัณฑิตที่จบ
29.3
อาคารเรียน อุปกรณ์การสอนทันสมัย
27.9
อาคารเรียน อุปกรณ์การสอนทันสมัย
16.9
ดูผลงานและงานวิจัยของคณาจารย์
16.2
ดูจากผลการประเมินคุณภาพการศึกษาโดย สมศ. และ สกอ.
15.2
ดูจากศิษย์เก่าที่ประสบความสำเร็จ /มีชื่อเสียง
14.5
มีคนรู้จัก / รุ่นพี่เรียนอยู่
9.3
 
 
             7. ความมั่นใจต่อระบบการเรียนการสอนของไทยในปัจจุบัน ว่าจะทำให้นักเรียนมีศักยภาพดีกว่า
                 นักเรียนในประเทศอาเซียนมากน้อยเพียงใด


 
ร้อยละ
มั่นใจมากถึงมากที่สุด
(โดยแบ่งเป็น มั่นใจมาก ร้อยละ 21.9 และมั่นใจมากที่สุด ร้อยละ 3.4)
25.3
มั่นใจน้อยถึงน้อยที่สุด
(โดยแบ่งเป็น มั่นใจน้อย ร้อยละ 50.6 และมั่นใจน้อยที่สุด ร้อยละ 9.5 )
60.1
ไม่มั่นใจเลย
14.6
 
 
             8. ความคาดหวังในการใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยของนักเรียน ม. ปลาย (มากที่สุด 5 อันดับแรก)
                 (เป็นคำถามปลายเปิดให้ผู้ตอบระบุเอง)

 
ร้อยละ
คาดหวังว่าจะเรียนสบายๆ มีความสุข ไม่เครียด
27.5
คาดหวังว่าจะได้เจอสังคมที่ดีระหว่างเพื่อน และการดูแลที่ดีจากรุ่นพี่
15.6
คาดหวังว่าชีวิตจะไปด้วยดีจนจบการศึกษา
10.4
คาดหวังว่าจะมีความสุขที่ได้เรียนคณะที่ชอบ
7.3
คาดหวังว่าเรียนแล้วจะนำไปใช้งานได้จริง
6.2
 
 
             9. เรื่องที่อยากฝากให้ คสช. ปฏิรูปด้านการศึกษา (มากที่สุด 5 อันดับแรก)
                 (เป็นคำถามปลายเปิดให้ผู้ตอบระบุเอง)

 
ร้อยละ
ระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัย มีหลากหลายเกินไป อยากให้ลดจำนวน
การสอบลง จะทำให้นักเรียนมีโอกาสเท่าเทียมกันในการสอบ
27.5
ลดจำนวนชั่วโมงเรียน หรือคาบเรียนลง
15.8
ปรับปรุงการเรียนการสอนในห้องเรียน ให้เข้าใจง่ายขึ้น สามารถนำไปใช้ได้จริง
เน้นเข้าใจมากกว่าท่องจำ
11.4
ปรับปรุงให้ครู อาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา มีคุณภาพในการสอนมากขึ้น
10.7
เพิ่มเนื้อหาที่ต้องไปเรียนพิเศษเพิ่ม ให้มีอยู่ในการสอนในห้องเรียน และให้มีเนื้อหา
ตรงกับที่ใช้สอบเข้ามหาวิทยาลัย
9.1
 
 
รายละเอียดในการสำรวจ
วัตถุประสงค์ในการสำรวจ:
                  เพื่อสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และที่กำลังรอศึกษาต่อ
ในมหาวิทยาลัย ประจำปีการศึกษา 2557 ทั้งในกรุงเทพฯและปริมณฑล ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเรียน
ในโรงเรียน ระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ตลอดจนเกณฑ์ที่ใช้ในการเลือกมหาวิทยาลัยเพื่อศึกษาต่อ
ในระดับอุดมศึกษา เพื่อสะท้อนมุมมองให้สังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับทราบและนำไปใช้ประกอบ
การตัดสินใจเพื่อประโยชน์ ในการพัฒนาระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยและการปฏิรูปการศึกษา
 
ระเบียบวิธีการสำรวจ:
                  การสำรวจใช้การสุ่มตัวอย่างจากนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 – 6 และที่กำลังรอศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย
ประจำปีการศึกษา 2557 ทั้งในสังกัดโรงเรียนรัฐบาลและเอกชน ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่าง
แบบหลายขั้นตอน (Multi-Stage Sampling) ได้กลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 1,231 คน เป็นเพศชายร้อยละ 50.4 และเพศหญิง
ร้อยละ 49.6
 
ความคลาดเคลื่อน (Margin of Error):
                  ในการประมาณการขนาดตัวอย่างมีขอบเขตของความคลาดเคลื่อน  3% ที่ระดับความเชื่อมั่น 95%
 
วิธีเก็บรวบรวมข้อมูล:
                  ใช้การสัมภาษณ์แบบพบตัว โดยเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถามที่มีโครงสร้างแน่นอน
ประกอบด้วยข้อคำถามแบบเลือกตอบ (Check List Nominal) และคำถามปลายเปิดให้ผู้ตอบระบุคำตอบเองโดยอิสระ
(Open Ended) และได้นำแบบสอบถามทุกชุดมาตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ก่อนบันทึกข้อมูลและประมวลผล
 
ระยะเวลาในการเก็บข้อมูล:  : 27 - 30 มิถุนายน 2557
 
วันที่เผยแพร่ผลสำรวจ: 1 กรกฎาคม 2557
 
สรุปข้อมูลพื้นฐานของกลุ่มตัวอย่าง:
ตารางข้อมูลประชากรศาสตร์
 
จำนวน
ร้อยละ
เพศ:
   
             ชาย
620
50.4
             หญิง
611
49.6
รวม
1,231
100.0
ระดับการศึกษา:
 
 
             มัธยมศึกษา ปีที่ 4
357
29.0
             มัธยมศึกษา ปีที่ 5
431
35.0
             มัธยมศึกษา ปีที่ 6
400
32.5
             รอศึกษาต่อปริญญาตรี
43
3.5
รวม
1,231
100.0
สังกัดของโรงเรียนที่จบการศึกษาระดับ ม.6:
   
             รัฐบาล
969
78.7
             เอกชน
262
21.3
รวม
1,231
100.0
 
ติดตามกรุงเทพโพลล์ผ่าน twitter ได้ที่  twitter bangkokpoll
Download PDF file:  
 
ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์)
Email: bangkokpoll@bu.ac.th      โทร. 0-2350-3500 ต่อ 1770-1776