analyticstracking
หัวข้อ   “ การละเมิดลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญาในสายตาประชาชน ”
ประชาชน 53.7% ระบุ ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศไทยเพิ่มขึ้น
89.7% ระบุหากไม่สามารถแก้ปัญหาได้จะส่งผลกระทบต่อการคิดค้นสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ
57.4% พอใจการแก้ปัญหาของรัฐบาล และ 78.4 % เห็นด้วยกับมาตรการเอาผิดผู้ซื้อ
55.4% ของผู้ที่เคยซื้อสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ บอกปัจจุบันเลิกซื้อแล้วเพราะคุณภาพไม่ดี ใช้แล้วไม่สบายใจ
 
 
 
ดีมาก (5)
ดี (4)
ปานกลาง (3)
พอใช้ (2)
แย่ (1)
 
 
                  เนื่องด้วยวันที่ 26 เมษายนของทุกปี เป็นวันทรัพย์สินทางปัญญาโลก
กรุงเทพโพลล์โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ สำรวจความคิดเห็นของประชาชน
เรื่อง “การละเมิดลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญาในสายตาประชาชน” โดย
เก็บข้อมูลจากประชาชนในกรุงเทพฯและปริมณฑล จำนวน 1,178 คน พบว่า
 
                  ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 53.7 เห็นว่าปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์
และทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทยในปัจจุบัน มีเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม

รองลงมาร้อยละ 16.6 เห็นว่ามีเท่าเดิม และมีเพียงร้อยละ 12.3 เท่านั้นที่เห็นว่าลดลง
กว่าเดิม
 
                  ส่วนสาเหตุหลักที่ประเทศไทยยังคงมีปัญหาดังกล่าวอยู่นั้น
ประชาชนร้อยละ 41.4 ระบุว่า “สินค้าถูกลิขสิทธิ์มีราคาแพงเกินไป”
รองลงมา
ร้อยละ 20.5 ระบุว่า “คนไทยขาดจิตสำนึกเรื่องการเคารพทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่น”
และร้อยละ 19.3 ระบุว่า “เจ้าหน้าที่รัฐปล่อยปละละเลยหรือมีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง”
โดยแนวทางในการแก้ปัญหาที่เห็นว่าเหมาะสมที่สุด คือ ลดราคาสินค้าที่ถูก
ลิขสิทธิ์ลง (ร้อยละ 28.4)
รองลงมาคือ ปลูกจิตสำนึกให้ละอายต่อการละเมิด
ทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่นอย่างต่อเนื่อง (ร้อยละ 22.8) และเพิ่มบทลงโทษให้
รุนแรงขึ้น (ร้อยละ 15.5)
 
                  ทั้งนี้ประชาชนร้อยละ 89.7 ระบุว่าหากไม่สามารถแก้ปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาได้
จะส่งผลกระทบต่อแรงบันดาลใจในการคิดค้น สร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ มากถึงมากที่สุด
ขณะที่ร้อยละ 10.3 ระบุว่า
จะส่งผลกระทบค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด
 
                  สำหรับความพึงพอใจต่อการเร่งปราบปรามและแก้ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญา
ของรัฐบาลชุดปัจจุบัน พบว่า ร้อยละ 57.4 พอใจ
ขณะที่ร้อยละ 42.6 ไม่ค่อยพอใจ
 
                  เมื่อถามถึงการออกกมาตรการเพื่อเอาผิดกับผู้ซื้อสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ พบว่าประชาชนส่วนใหญ่
ร้อยละ 78.4 เห็นด้วย
โดยระบุว่า เห็นด้วยกับสินค้าทุกประเภทที่ละเมิดลิขสิทธิ์ (ร้อยละ 58.6) เห็นด้วยเฉพาะสินค้า
แบรนด์เนม (ร้อยละ 10.4) และ เห็นด้วยเฉพาะสินค้าประเภทซีดี/ดีวีดีเพลงและภาพยนตร์ (ร้อยละ 9.4)
 
                  ส่วนพฤติกรรมการซื้อสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์นั้น ประชาชนร้อยละ 63.0 ระบุว่าเคยซื้อ( โดยส่วนใหญ่
เคยซื้อสินค้าประเภท ซีดีเพลง/ภาพยนตร์ รองลงมาเคยซื้อกระเป๋า รองเท้า และเสื้อผ้า) ขณะที่ร้อยละ 37.0 ระบุว่าไม่เคยซื้อ
(โดยให้เหตุผลว่า ไม่ชอบ ผิดกฎหมาย เห็นใจผู้ที่เป็นเจ้าของผลงาน)
 
                  อย่างไรก็ดีประชาชนที่ระบุว่าเคยซื้อสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ส่วนใหญ่ ร้อยละ 55.4 ระบุว่าปัจจุบัน
ไม่ได้ซื้อแล้ว
(โดยให้เหตุผลว่า คุณภาพไม่ดี ใช้แล้วไม่สบายใจ ฯลฯ) ขณะที่ร้อยละ 44.6 ระบุว่าปัจจุบันยังซื้ออยู่
(โดยให้เหตุผลว่า ราคาถูก หาซื้อง่าย มีงบประมาณจำกัด ฯลฯ)
 
 
                 โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
 
             1. ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทยในปัจจุบัน

 
ร้อยละ
มีเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม
53.7
มีเท่าเดิม
16.6
ลดลงจากเดิม
12.3
ไม่แน่ใจ
17.4
 
 
             2. สาเหตุหลักที่ประเทศไทยยังคงมีปัญหาเรื่องสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์

 
ร้อยละ
สินค้าถูกลิขสิทธิ์มีราคาแพงเกินไป
41.4
คนไทยขาดจิตสำนึกเรื่องการเคารพทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่น
20.5
เจ้าหน้าที่รัฐปล่อยปละละเลยหรือมีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง
19.3
คนไทยขาดความรู้ความเข้าใจและไม่เห็นความสำคัญของเรื่องดังกล่าว
9.3
กฎหมายมีช่องโหว่
8.9
อื่นๆ อาทิ คนขายอยากได้กำไรเยอะ ยังมีคนชอบโชว์ว่าใช้ของแบรนด์เนม
0.6
 
 
             3. แนวทางการแก้ปัญหาที่ท่านเห็นว่าเหมาะสมที่สุด

 
ร้อยละ
ลดราคาสินค้าที่ถูกลิขสิทธิ์ลง
28.4
ปลูกจิตสำนึกให้ละอายต่อการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่นอย่างต่อเนื่อง
22.8
เพิ่มบทลงโทษให้รุนแรงขึ้น
15.5
ปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัยและครอบคลุมมากขึ้น
13.8
ปรับปรุงกระบวนการดำเนินคดีให้กระชับรวดเร็วขึ้น
8.0
มีมาตรการลงโทษสำหรับผู้ซื้อ/ผู้ใช้
6.7
สนับสนุนการใช้สินค้า OTOP
4.8
 
 
             4. หากไม่สามารถแก้ปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาได้ จะส่งผลกระทบต่อแรงบันดาลใจ
                 ในการคิดค้น สร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ เพียงใด

 
ร้อยละ
ส่งผลกระทบค่อนข้างมากถึงมากที่สุด
89.7
ส่งผลกระทบค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด
10.3
 
 
             5. ความพึงพอใจต่อการเร่งปราบปรามและแก้ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์/ทรัพย์สินทางปัญญา
                 ของรัฐบาลชุดปัจจุบัน

 
ร้อยละ
พอใจ
57.4
ไม่ค่อยพอใจ
42.6
 
 
             6. ความเห็นต่อการออกมาตรการเพื่อเอาผิดกับผู้ซื้อและผู้ใช้สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์

 
ร้อยละ
ไม่เห็นด้วย
21.6
เห็นด้วย
  โดย.....  
  เห็นด้วยกับสินค้าทุกประเภทที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ร้อยละ 58.6
  เห็นด้วยเฉพาะสินค้าแบรนด์เนม ร้อยละ 10.4
  เห็นด้วยเฉพาะสินค้าประเภทซีดี/ดีวีดีเพลงและภาพยนตร์ ร้อยละ 9.4
78.4
 
 
             7.พฤติกรรมการซื้อสินค้าลอกเลียนแบบหรือสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์

 
ร้อยละ
ไม่เคยซื้อหรือใช้
(โดยให้เหตุผลว่า คุณภาพไม่ได้มาตรฐาน ไม่ชอบ ผิดกฎหมาย เห็นใจผู้ที่เป็นเจ้าของ
ผลงาน ฯลฯ)
37.0
เคยซื้อหรือใช้
  โดยในจำนวนนี้ระบุว่าสินค้าที่เคยซื้อหรือใช้ ได้แก่  
  ซีดี ดีวีดีเพลงและภาพยนตร์ ร้อยละ 25.7
  กระเป๋า รองเท้า แว่นตา นาฬิกา ร้อยละ 19.6
  เสื้อผ้า ร้อยละ 16.1
  อื่นๆ อาทิ เครื่องสำอาง ฯลฯ ร้อยละ 1.6
78.4
 
 
             8. ปัจจุบันยังซื้อสินค้าลอกเลียนแบบ หรือสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์อยู่หรือไม่

 
ร้อยละ
ไม่ได้ซื้อแล้ว
(โดยให้เหตุผลว่า คุณภาพไม่ดี ใช้แล้วไม่สบายใจ ผิดกฎหมาย
โหลดทางอินเทอร์เนตแทน ฯลฯ)
55.4
ยังซื้ออยู่
( โดยให้เหตุผลว่า ราคาถูก หาซื้อง่าย มีงบประมาณจำกัด ฯลฯ)
44.6
 
 
รายละเอียดการสำรวจ
วัตถุประสงค์ในการสำรวจ:
                  เพื่อสอบถามความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญา
ของประเทศไทยในประเด็นต่างๆ และแนวทางแก้ปัญหา รวมถึงพฤติกรรมในการใช้สินค้าลอกเลียนแบบของประชาชน
ทั้งนี้เพื่อสะท้อนมุมมองของความคิดเห็นของประชาชนให้สังคมและผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับทราบ
 
ระเบียบวิธีการสำรวจ:
                  การสำรวจใช้การสุ่มตัวอย่างประชากรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลโดยแบ่งเป็นเขต
การปกครองชั้นนอก ชั้นกลาง และชั้นใน ได้แก่ คลองเตย ดินแดง ดุสิต ทุ่งครุ บางเขน บางซื่อ บางบอน บางพลัด บางรัก
บึงกุ่ม ปทุมวัน ประเวศ ป้อมปราบฯ พญาไท พระนคร ภาษีเจริญ มีนบุรี ราชเทวี ราษฎร์บูรณะ สวนหลวงและสาทร
และปริมณฑลได้แก่ ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ
 
ความคลาดเคลื่อน (Margin of Error):
                  ในการประมาณการขนาดตัวอย่างมีขอบเขตของความคลาดเคลื่อน  3% ที่ระดับความเชื่อมั่น 95%
 
วิธีเก็บรวบรวมข้อมูล:
                  ใช้การสัมภาษณ์แบบพบตัว (Face-to-face Interview) โดยเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถาม
ที่มีโครงสร้างแน่นอน ประกอบด้วยข้อคำถามแบบเลือกตอบ (Check List Nominal) และคำถามปลายเปิด (Open Ended)
จากนั้นได้นำแบบสอบถามทุกชุดมาตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ก่อนบันทึกข้อมูลและประมวลผล
 
ระยะเวลาในการเก็บข้อมูล:  : 22 - 24 เมษายน 2559
 
วันที่เผยแพร่ผลสำรวจ: 26 เมษายน 2559
 
สรุปข้อมูลพื้นฐานของกลุ่มตัวอย่าง:
ตารางข้อมูลประชากรศาสตร์
 
จำนวน
ร้อยละ
เพศ:
   
             ชาย
599
50.8
             หญิง
579
49.2
รวม
1,178
100.0
อายุ:
 
 
             18 – 30 ปี
290
24.6
             31 – 40 ปี
234
19.9
             41 – 50 ปี
245
20.8
             51 – 60 ปี
238
20.2
             61 ปีขึ้นไป
171
14.5
รวม
1,178
100.0
การศึกษา:
 
 
             ต่ำกว่าปริญญาตรี
701
59.5
             ปริญญาตรี
411
34.9
             สูงกว่าปริญญาตรี
66
5.6
รวม
1,178
100.0
อาชีพ:
   
             ข้าราชการ / พนักงานรัฐวิสาหกิจ
156
13.3
             พนักงาน / ลูกจ้าง บริษัทเอกชน
361
30.6
             ค้าขาย / ประกอบอาชีพส่วนตัว
331
28.1
             เจ้าของกิจการ
41
3.5
             ทำงานให้ครอบครัว
9
0.8
             พ่อบ้าน / แม่บ้าน / เกษียณอายุ
166
14.1
             นักเรียน/ นักศึกษา
82
7.0
             อื่นๆ อาทิ อาชีพอิสระ ว่างงาน เป็นต้น
32
2.6
รวม
1,178
100.0
 
ติดตามกรุงเทพโพลล์ผ่าน twitter ได้ที่  twitter bangkokpoll
Download PDF file:  
 
ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์)    โทร. 0-2350-3500 ต่อ 1770-1776