analyticstracking
หัวข้อ“ นักเรียน ม.ปลายคิดอย่างไร กับการเปลี่ยนรูปแบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย ปี 2561 ”
นักเรียน ม.ปลาย 71.8% เห็นด้วยว่าการเปลี่ยนรูปแบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย
สามารลดความ เหลื่อมล้ำและความไม่เท่าเทียมในการสอบได้
53.5% ระบุส่งผลกระทบต่อการเตรียมตัวสอบ ต้องวางแผนอ่านหนังสือใหม่หมด
ทั้งกังวลว่าสอบเพียงครั้งเดียวไม่มีโอกาสสอบแก้ตัวและมีโอกาสสอบติดน้อยลง
 
 
 
ดีมาก (5)
ดี (4)
ปานกลาง (3)
พอใช้ (2)
แย่ (1)
 
 
                 เนื่องด้วยที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศ(ทปอ.) มีมติปรับเปลี่ยนวิธี
คัดเลือกนิสิต นักศึกษาเข้ามหาวิทยาลัย แทนระบบแอดมิชชั่น ในปีการศึกษา 2561
กรุงเทพโพลล์ โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ จึงสำรวจความคิดเห็นของนักเรียน
ม.ปลาย เรื่อง “นักเรียน ม.ปลายคิดอย่างไร กับการเปลี่ยนรูปแบบการคัดเลือก
เข้ามหาวิทยาลัย ปี 2561”
โดยเก็บข้อมูลจากเยาวชนที่เรียนอยู่ชั้น ม.4 – ม.6
ในกรุงเทพมหานคร จำนวนทั้งสิ้น 1,218 คน พบว่า
 
                 นักเรียนส่วนใหญ่ ร้อยละ 89.2 ทราบแล้วว่า มีการเปลี่ยนรูปแบบ
การคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย ปีการศึกษา 2561 แทนระบบแอดมิชชั่น
ขณะที่
ร้อยละ 10.8 ยังไม่ทราบ
 
                  โดยนักเรียน ม.ปลายร้อยละ 71.8 เห็นด้วยว่า สามารถลดความ
เหลื่อมล้ำและความไม่เท่าเทียมในการสอบระหว่างนักเรียนที่มีฐานะทางบ้านดี
กับนักเรียนที่มีฐานะทางบ้านด้อยกว่าได้
รองลงมาร้อยละ 66.1 เห็นด้วยว่า สามารถ
แก้ปัญหาเรื่องการเสียค่าใช้จ่ายในการสอบหลายครั้ง และร้อยละ 63.0 เห็นด้วยว่า
สามารถแก้ปัญหาเด็กเก่งสอบตรงติดหลายที่ทำให้ไปกันที่ของเด็กคนอื่นๆ
 
                  ทั้งนี้นักเรียนส่วนใหญ่ร้อยละ 53.5 ระบุว่าการปรับเปลี่ยนรูปแบบดังกล่าวมีผลต่อการเตรียมตัวสอบ
เข้ามหาวิทยาลัย
เพราะทำให้ต้องวางแผนการอ่านหนังสือใหม่ทั้งหมด ไม่รู้แนวข้อสอบ ขณะที่ ร้อยละ 46.5 ระบุว่าไม่ส่ง
ผลกระทบ เพราะมีเวลาเตรียมตัวทันอยู่แล้ว ทุกคนจะได้เท่าเทียมกัน ไม่ต้องสอบหลายครั้ง
 
                  ส่วนเรื่องที่กังวลมากที่สุดเมื่อเปลี่ยนรูปแบบการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยนั้น ร้อยละ 47.0
ระบุว่าไม่มีโอกาสสอบแก้ตัวเพราะสอบเพียงครั้งเดียว
รองลงมาร้อยละ 25.5 ระบุว่าโอกาส/ตัวเลือกในการสอบติด
มหาวิทยาลัยของรัฐน้อยลง และ ร้อยละ 12.9 ระบุว่าไม่ทราบสูตร/เกณฑ์การคิดคะแนนสอบของแต่ละมหาวิทยาลัย
 
                  เมื่อถามถึงหลักเกณฑ์ที่ใช้เลือกมหาวิทยาลัยที่จะศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของรัฐ นักเรียน
ส่วนใหญ่ร้อยละ 66.7 ระบุว่า เลือกคณะที่ชอบและอยากเรียนเป็นหลัก รองลงมาร้อยละ 20.4 ระบุว่าเลือกสถาบันที่ชอบ
เป็นหลัก และร้อยละ 6.5 ระบุว่า เลือกคณะใดก็ได้ที่มีคะแนนถึง
 
                  สำหรับความเห็นต่อการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยด้วยระบบใหม่ ในปีการศึกษา 2561 ว่าจะนำไปสู่
การพัฒนาระบบการเรียนการสอนของไทยได้หรือไม่ นั้น ร้อยละ 28.6 คิดว่าได้
ขณะที่ร้อยละ23.2 คิดว่าไม่ได้
และมีถึงร้อยละ 48.2 ระบุว่าไม่แน่ใจ
 
                  ทั้งนี้เรื่องที่คิดว่าการศึกษาไทยควรแก้ไขอย่างเร่งด่วนที่สุดคือควรลดเนื้อหาที่ไม่จำเป็น ลดทฤษฎี
เพิ่มการปฏิบัติและการนำไปใช้ได้จริง(ร้อยละ 23.2)
รองลงมาคือ ประสิทธิภาพในการสอนผู้สอน การใช้สื่อและเทคนิค
ในการสอนของครูเพื่อสื่อให้นักเรียนเข้าใจ (ร้อยละ 17.5) และควรสอบเท่าที่จำเป็น ออกข้อสอบถูกต้องมีมาตรฐาน ไม่ควร
เกินจากหลักสูตรที่เรียน (ร้อยละ 17.2)
 
 
                 โดยมีรายละเอียดดังนี้
 
             1. การทราบเรื่องการเปลี่ยนรูปแบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย ปีการศึกษา 2561 แทนระบบแอดมิชชั่น

 
ร้อยละ
ทราบ
89.2
ไม่ทราบ
10.8
 
 
             2. ความเห็นต่อการเปลี่ยนรูปแบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย เพื่อแก้ปัญหาต่อไปนี้

 
เห็นด้วย
ไม่
เห็นด้วย
ไม่แน่ใจ
เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและความไม่เท่าเทียมในการสอบ
ระหว่าง นักเรียนที่มีฐานะทางบ้านดีกับนักเรียนที่มีฐานะ
ทางบ้านด้อยกว่า

71.8

14.4

13.8
เพื่อแก้ปัญหาเรื่องการเสียค่าใช้จ่ายในการสอบหลายครั้ง
66.1
21.4
12.5
เพื่อแก้ปัญหาเด็กเก่งสอบตรงติดหลายที่ทำให้ไปกันที่ของ
เด็กคนอื่นๆ
63.0
20.4
16.6
เพื่อแก้ปัญหาเด็กนักเรียน วิ่งรอกสอบตรงเข้ามหาวิทยาลัยรัฐ
48.2
28.7
23.1
เพื่อลดปัญหา การหาที่กวดวิชามากขึ้น/กวดวิชามากเกินความ
จำเป็น
48.1
31.6
20.3
 
 
             3. ความเห็นต่อ การเปลี่ยนรูปแบบการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย ว่าจะทำให้กระทบต่อการเตรียมตัว
                 สอบเข้ามหาวิทยาลัยหรือไม่

 
ร้อยละ
ส่งผลกระทบ
เพราะ ทำให้ต้องวางแผนการอ่านหนังสือใหม่ทั้งหมด ต้องอ่านหนังสือหนักกว่าเดิม
ไม่รู้แนวข้อสอบ เป็นกังวล และมีคนสอบเพิ่มขึ้น คนเรียนไม่เก่งมีโอกาสน้อยลง เป็นต้น

53.5
ไม่ส่งผลกระทบ
เพราะ มีเวลาเตรียมตัวทันอยู่แล้ว ทุกคนจะได้เท่าเทียมกัน ไม่ต้องสอบหลายครั้ง เป็นต้น

46.5
 
 
             4. เรื่องที่กังวลมากที่สุดเมื่อเปลี่ยนรูปแบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย ในปีการศึกษา 2561

 
ร้อยละ
ไม่มีโอกาสสอบแก้ตัวเพราะสอบเพียงครั้งเดียว
47.0
โอกาส/ตัวเลือกในการสอบติดมหาวิทยาลัยของรัฐน้อยลง
25.5
ไม่ทราบสูตร/เกณฑ์การคิดคะแนนสอบของแต่ละมหาวิทยาลัย
12.9
โปรแกรมการคิดคะแนนผิดพลาด
2.1
อื่นๆ อาทิ อาจะจะไม่ได้เรียนในคณะที่ชอบ
1.1
ไม่แน่ใจ
11.4
 
 
             5. หลักเกณฑ์ที่ใช้เลือกมหาวิทยาลัยที่จะศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของรัฐ

 
ร้อยละ
เลือกคณะที่ชอบและอยากเรียนเป็นหลัก
66.7
เลือกสถาบันที่ชอบเป็นหลัก
20.4
เลือกคณะใดก็ได้ที่มีคะแนนถึง
6.5
เลือกตามผู้ปกครอง/คนในครอบครัวเห็นชอบ
3.6
อื่นๆ อาทิ เลือกสถาบันที่คณะนั้นๆมีชื่อเสียง เลือกที่เดินทางสะดวก และค่าเทอมไม่แพงมาก เลือกตามเพื่อน ฯลฯ
2.8
 
 
             6. ความเห็นต่อการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยด้วยระบบใหม่ ในปีการศึกษา 2561 ว่าจะนำไปสู่
                 การพัฒนาระบบการเรียนการสอนของไทยได้หรือไม่

 
ร้อยละ
คิดว่าได้
28.6
คิดว่าไม่ได้
23.2
ไม่แน่ใจ
48.2
 
 
             7. เรื่องที่การศึกษาไทยควรแก้ไขอย่างเร่งด่วนที่สุด 5 อันดับแรก (เป็นคำถามปลายเปิดให้ผู้ตอบระบุเอง)

 
ร้อยละ
ควรลดเนื้อหาที่ไม่จำเป็น ลดทฤษฎี เพิ่มการปฏิบัติและการนำไปใช้ได้จริง
23.2
ประสิทธิภาพในการสอนผู้สอน การใช้สื่อและเทคนิคในการสอนของครูเพื่อสื่อให้
นักเรียนเข้าใจ โดยไม่ต้องไปเรียนพิเศษเพิ่ม
17.5
ควรสอบเท่าที่จำเป็น ออกข้อสอบถูกต้องมีมาตรฐาน ไม่ควรยากเกินไป และ
เกินจากหลักสูตรที่เรียน
17.2
ควรให้มีมาตรฐานเหมือนกันทุกโรงเรียนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
13.4
ควรลดการบ้าน และรายงาน เพื่อจะได้มีเวลาพักผ่อนและอ่านหนังสือสอบ
8.5
 
 
รายละเอียดการสำรวจ
วัตถุประสงค์ในการสำรวจ:
                  เพื่อสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนม.ปลาย เกี่ยวกับการเปลี่ยนรูปแบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย
ในปีการศึกษา 2561 แทนการสอบแอดมิชชั่น ในประเด็นต่างๆ แนวทางการเลือกเรียนในระดับอุดมศึกษา ตลอดจน
เรื่องที่ต้องการให้การศึกษาไทไขอย่างเร่งด่วน ซึ่งผลสำรวจที่ได้จะช่วยสะท้อนมุมมองของประชาชนให้สังคม และหน่วยงาน
ที่เกี่ยวข้องได้รับทราบและนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจดำเนินนโยบายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป
 
ประชากรที่สนใจศึกษา:
                  การสำรวจใช้การสุ่มตัวอย่างจากนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับ ม.4 – ม.6 ทั้งโรงเรียนรัฐบาลและเอกชน
ในกรุงเทพฯ ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-Stage Sampling) ได้กลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 1,218 คน
เป็นเพศชายร้อยละ 47.4 และเพศหญิงร้อยละ 52.6
 
ความคลาดเคลื่อน (Margin of Error):
                  ในการประมาณการขนาดตัวอย่างมีขอบเขตของความคลาดเคลื่อน  3% ที่ระดับความเชื่อมั่น 95%
 
วิธีเก็บรวบรวมข้อมูล:
                 ใช้การสัมภาษณ์แบบพบตัว โดยเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถามที่มีโครงสร้างแน่นอน
ซึ่งเป็นข้อคำถามแบบเลือกตอบ (Check List Nominal) และคำถามปลายเปิด (Open Ended) จากนั้นคณะนักวิจัย
ได้นำแบบสอบถามทุกชุดมาตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ก่อนบันทึกข้อมูลและประมวลผล
 
ระยะเวลาในการเก็บข้อมูล:  : 8 – 14 กันยายน 2559
 
วันที่เผยแพร่ผลสำรวจ: 17 กันยายน 2559
 
สรุปข้อมูลพื้นฐานของกลุ่มตัวอย่าง:
ตารางข้อมูลประชากรศาสตร์
 
จำนวน
ร้อยละ
เพศ:
   
             ชาย
577
47.4
             หญิง
641
52.6
รวม
1,218
100.0
ระดับการศึกษา:
 
 
             ม.4
374
30.7
             ม.5
386
31.7
             ม.6
458
37.6
รวม
1,218
100.0
ประเภทโรงเรียน:
 
 
             รัฐบาล
1,011
83.0
             เอกชน
207
17.0
รวม
1,218
100.0
 
ติดตามกรุงเทพโพลล์ผ่าน twitter ได้ที่  twitter bangkokpoll
Download PDF file:  
 
ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์)    โทร. 0-2350-3500 ต่อ 1770-1776