analyticstracking
หัวข้อ   “ ผลกระทบต่อผู้โดยสารกับการขึ้นราคารถเมล์ ”
                  ประชาชนส่วนใหญ่ 52.7% ยังไม่ทราบการปรับขึ้นราคารถเมล์ของ ขสมก. ในวันที่ 21 ม.ค. 2562
60.9% เห็นว่าการปรับราคาไม่เหมาะสม ทำให้ค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้น
75.8% เชื่อจะส่งผลกระทบต่อคนใช้รถเมล์ จะทำให้ค่าครองชีพเพิ่มมากขึ้น ถ้าต้องไปหลายต่อ
แต่ 61.1% เห็นว่าการปรับขึ้นราคารถเมล์ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของตัวเองน้อยถึงน้อยที่สุด
78.2% ชี้ถ้าปรับขึ้นราคาแล้วอยากให้มีรถสภาพใหม่ทุกสาย ไม่มีควันดำ แอร์ไม่ร้อน ไม่มีกลิ่นเหม็น
 
 
 
ดีมาก (5)
ดี (4)
ปานกลาง (3)
พอใช้ (2)
แย่ (1)
 
 
                 กรุงเทพโพลล์โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ดำเนินการสำรวจ
ความคิดเห็นประชาชน เรื่อง “ผลกระทบต่อผู้โดยสารกับการขึ้นราคารถเมล์” โดย
เก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างประชาชนในพื้นที่กรุงเทพฯ จำนวน 1,209 คน พบว่า
 
                 ในภาพรวมประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 52.7 ไม่ทราบเกี่ยวกับการ
ปรับขึ้นราคารถเมล์สาธารณะของ ขสมก. ในวันที่ 21 มกราคม 62 ที่จะถึงนี้
โดยทราบการปรับราคารถโดยสารธรรมดาครีม-แดง (รถเมล์ร้อน) จะปรับขึ้น
จาก 6.50 บาท เป็น 8 บาท มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 57.3 ขณะที่ทราบการปรับ
ราคาสำหรับผู้ที่ใช้รถปรับอากาศทางด่วนจะต้องชำระเพิ่มจากค่าโดยสารอีก
2 บาทน้อยที่สุด คิดเป็นร้อยละ 40.2
 
                  เมื่อถามว่าการปรับขึ้นค่ารถเมล์เหมาะสมหรือไม่อย่างไร พบว่า
ส่วนใหญ่ร้อยละ 60.9 เห็นว่าไม่เหมาะสม โดยในจำนวนนี้ ร้อยละ 47.1 ให้
เหตุผลว่าทำให้ประชาชนมีค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้น มีรายจ่ายเพิ่มขึ้น
และร้อยละ
13.8 เห็นว่าระยะเวลาการปรับขึ้นอีกครั้งห่างกันแค่ 1 ปี น่าจะนานกว่านี้ (อาจมีการปรับ
ราคาอีกในปี 2563) ขณะที่ร้อยละ 39.1 เห็นว่าเหมาะสม
 
                 เมื่อถามต่อว่าในภาพรวมคิดว่าการปรับขึ้นค่ารถเมล์ จะส่งผลกระทบกับประชาชนที่ใช้รถเมล์หรือไม่
อย่างไร พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 75.8 เห็นว่าจะส่งผลกระทบ โดยในจำนวนนี้ร้อยละ 69.0 ให้เหตุผลว่าจะทำให้
ค่าครองชีพเพิ่มมากขึ้น ถ้าต้องไปหลายต่อ
รองลงมาร้อยละ 4.4 จะทำให้คนหันไปใช้ระบบขนส่งอื่นแทน เช่น เรือ
รถไฟฟ้า และร้อยละ 2.4 จะทำให้คนหันไปซื้อรถยนต์ส่วนตัวมากขึ้น ขณะที่ร้อยละ 24.2 เห็นว่าจะไม่ส่งผลกระทบ คิดว่า
ใช้เหมือนเดิม เพราะราคาไม่ได้ปรับขึ้น สูงมาก
 
                  ทั้งนี้เมื่อถามว่าการขึ้นราคารถเมล์สาธารณะของ ขสมก. ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของตัวท่านเอง
มากน้อยเพียงใด ส่วนใหญ่ร้อยละ 61.1 เห็นว่าจะส่งผลกระทบค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด
ขณะที่ร้อยละ 38.9 จะส่ง
ผลกระทบค่อนข้างมากถึง มากที่สุด
 
                 สุดท้ายเมื่อถามถึงเรื่องที่คาดหวังอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงกับการใช้บริการรถเมล์ หลังจากมีการ ปรับขึ้นราคาพบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 78.2 อยากให้มีรถสภาพใหม่ทุกสาย ไม่มีควันดำ แอร์ไม่ร้อน ไม่มีกลิ่นเหม็น
รองลงมาร้อยละ 68.0 อยากให้มีพนักงานขับและพนักงานเก็บเงินให้บริการดี สุภาพเรียบร้อย และร้อยละ 62.7 อยากให้มี
รถเมล์ครอบคลุมทุกเส้นทาง เพียงพอกับความต้องการ
 
 
                 ดังรายละเอียดต่อไปนี้
 
             1. การรับทราบเกี่ยวกับการปรับขึ้นราคารถเมล์สาธารณะของ ขสมก. ในวันที่ 21 มกราคม 62 ที่จะถึงนี้

การปรับราคา
ทราบ (ร้อยละ)
ไม่ทราบ (ร้อยละ)
รถโดยสารธรรมดาครีม-แดง (รถเมล์ร้อน) จะปรับขึ้นจาก 6.50 บาท เป็น 8 บาท
(ชะลอการปรับราคา)
57.3
42.7
รถเมล์แอร์ครีม-น้ำเงิน จะปรับขึ้นจาก 10-18 บาท เป็น 12-20 บาท
ตามระยะทาง (ชะลอการปรับราคา)
49.5
50.5
รถเมล์แอร์ยูโรทูสีเหลืองส้ม จะปรับขึ้นจาก 11-23 บาท เป็น 13-25 บาท
ตามระยะทาง (ชะลอการปรับราคา)
48.7
51.3
รถโดยสาร NGV ใหม่ จะปรับขึ้นจาก 11-23 บาท เป็น 15, 20, 25 บาท
ตามระยะทาง
41.0
59.0
สำหรับผู้ที่ใช้รถปรับอากาศทางด่วนจะต้องชำระเพิ่มจากค่าโดยสารอีก 2 บาท
(ชะลอการปรับราคา)
40.2
59.8
เฉลี่ยรวม
47.3
52.7
 
 
             2. ข้อคำถาม “คิดว่าการปรับขึ้นค่ารถเมล์ เหมาะสมหรือไม่อย่างไร”

 
ร้อยละ
ไม่เหมาะสม โดยให้เหตุผลว่า
ทำให้ประชาชนมีค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้น มีรายจ่ายเพิ่มขึ้น ร้อยละ 47.1
  ระยะเวลาการปรับขึ้นอีกครั้งห่างกันแค่ 1 ปี น่าจะนานกว่านี้
(อาจมีการปรับราคาอีกในปี 2563)
ร้อยละ 13.8

60.9
เหมาะสม โดยให้เหตุผลว่า
จะได้นำค่าโดยสารที่ปรับเพิ่มขึ้นมาพัฒนาการบริการและสภาพรถ ร้อยละ 23.0
  ไม่ได้ปรับขึ้นราคามานานแล้ว และปรับขึ้นไม่สูงมาก ร้อยละ 16.1

39.1
 
 
             3. ข้อคำถาม “ในภาพรวมคิดว่าการปรับขึ้นค่ารถเมล์ จะส่งผลกระทบกับประชาชนที่ใช้รถเมล์
                  หรือไม่อย่างไร”


 
ร้อยละ
ส่งผลกระทบ
โดย ทำให้ค่าครองชีพเพิ่มมากขึ้น ถ้าต้องไปหลายต่อ ร้อยละ 69.0
ทำให้คนหันไปใช้ระบบขนส่งอื่นแทน เช่น เรือ รถไฟฟ้า ร้อยละ 4.4
  ทำให้คน หันไปซื้อรถยนต์ส่วนตัวมากขึ้น ร้อยละ 2.4
75.8
ไม่ส่งผลกระทบ คิดว่าใช้เหมือนเดิม เพราะราคาไม่ได้ปรับขึ้นสูงมาก
24.2
 
 
             4. ข้อคำถาม “การขึ้นราคารถเมล์สาธารณะของ ขสมก. ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของตัวท่าน
                  มากน้อยเพียงใด”


 
ร้อยละ
ค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด
(โดยแบ่งเป็นค่อนข้างน้อยร้อยละ 48.5 และน้อยที่สุดร้อยละ 12.6)
61.1
ค่อนข้างมากถึงมากที่สุด
(โดยแบ่งเป็นค่อนข้างมากร้อยละ 4.7 และมากที่สุดร้อยละ 34.2)
38.9
 
 
             5. เรื่องที่คาดหวังอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงกับการใช้บริการรถเมล์ หลังจากมีการปรับขึ้นราคา
                 
                 
 
ร้อยละ
มีรถสภาพใหม่ทุกสาย ไม่มีควันดำ แอร์ไม่ร้อน ไม่มีกลิ่นเหม็น
78.2
มีพนักงานขับและพนักงานเก็บเงินให้บริการดี สุภาพเรียบร้อย
68.0
มีรถเมล์ครอบคลุมทุกเส้นทาง เพียงพอกับความต้องการ
62.7
มีสิทธิพิเศษแก่ เด็ก คนชรา ผู้ด้อยโอกาส คนพิการ
50.4
มีสิ่งอำนวยความสะดวกและปลอดภัย สามรถใช้ได้จริง เช่น จีพีเอส กล้องซีซีทีวี WIFI
44.1
มีบัตรเงินสดจ่ายค่าโดยสารแทนการใช้เงินสด
15.3
 
 
รายละเอียดการสำรวจ
วัตถุประสงค์การสำรวจ:
                  1) เพื่อสะท้อนว่าประชาชนทราบหรือไม่กับการปรับขึ้นราคารถเมล์
                  2) เพื่อสะท้อนว่าการปรับราคารถเมล์ เหมาะสมหรือไม่ และจะส่งผลกระทบอย่างไรกับประชาชน
                  3) เพื่อสะท้อนความคาดหวังอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงกับการใช้บริการรถเมล์ หลังจากมีการปรับขึ้นราคา
 
ประชากรที่สนใจศึกษา:
                  การสำรวจใช้การสุ่มตัวอย่างประชาชน ที่อาศัยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 20 เขต
จากทั้งหมด 50 เขต แบ่งเป็นเขตชั้นใน ชั้นกลาง และชั้นนอก ได้แก่ คลองเตย จตุจักร ดอนเมือง ดินแดง บางกอกน้อย
บางกะปิ บางขุนเทียน บางเขน บางแค บางซื่อ บางนา บางรัก ปทุมวัน พระโขนง พระนคร ภาษีเจริญ มีนบุรี
ราชเทวี สวนหลวง และสายไหม ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-Stage Sampling) จากนั้นใช้วิธี
เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์แบบพบตัว ได้กลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้นจำนวน 1,209 คน
 
ความคลาดเคลื่อน (Margin of Error):
                  ในการประมาณการขนาดตัวอย่างมีขอบเขตของความคลาดเคลื่อน  3% ที่ระดับความเชื่อมั่น 95%
 
วิธีเก็บรวบรวมข้อมูล:
                  ใช้การสัมภาษณ์กับกลุ่มตัวอย่างโดยตรง (Face to face interview) โดยเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็น
แบบสอบถามที่มีโครงสร้างแน่นอน ประกอบด้วยข้อคำถามแบบเลือกตอบ (Check List Nominal) จากนั้นจึงได้นำแบบสอบถาม
ทุกชุดมาตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ก่อนบันทึกข้อมูลและประมวลผล
 
ระยะเวลาในการเก็บข้อมูล:  : 14-17 มกราคม 2562
 
วันที่เผยแพร่ผลสำรวจ: 20 มกราคม 2562
 
สรุปข้อมูลพื้นฐานของกลุ่มตัวอย่าง:
ตารางข้อมูลประชากรศาสตร์
 
จำนวน
ร้อยละ
เพศ:
   
             ชาย
580
48.0
             หญิง
629
52.0
รวม
1,209
100.0
อายุ:
 
 
             18 – 30 ปี
298
24.6
             31 – 40 ปี
238
19.7
             41 – 50 ปี
247
20.4
             51 – 60 ปี
246
20.3
             61 ปีขึ้นไป
180
14.9
รวม
1,209
100.0
การศึกษา:
 
 
             ต่ำกว่าปริญญาตรี
697
57.7
             ปริญญาตรี
446
36.9
             สูงกว่าปริญญาตรี
66
5.5
รวม
1,209
100.0
อาชีพ:
   
             ลูกจ้างรัฐบาล
160
13.2
             ลูกจ้างเอกชน
444
36.7
             ค้าขาย/ ทำงานส่วนตัว
271
22.4
             เจ้าของกิจการ/ นายจ้าง
21
1.7
             ทำงานให้ครอบครัว
7
0.6
             พ่อบ้าน / แม่บ้าน / เกษียณอายุ
166
13.7
             นักเรียน/ นักศึกษา
119
9.8
             ว่างงาน
21
1.7
รวม
1,209
100.0
 
ติดตามกรุงเทพโพลล์ผ่าน twitter ได้ที่  twitter bangkokpoll
Download PDF file:  
 
ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์)    โทร. 0-2350-3500 ต่อ 1770-1776