analyticstracking
หัวข้อ   “ คนไทยว่ายังไง…กับการต่อ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ”
ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 57.9 เห็นว่าการต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินมีผลต่อการดำเนินชีวิตค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด
โดยกังวลค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุดกับสถานที่ที่ผ่อนปรนในเฟสแรกและเฟสสองว่าจะเสี่ยง
ต่อการติดเชื้อ COVID-19 ทั้งนี้หากมีการผ่อนปรนในเฟสที่ 3 และเฟสที่ 4 สถานที่ที่คนกังวลมากที่สุด
ว่าอาจจะทำให้มีการแพร่ระบาดของเชื้อ
COVID-19 คือ สถานบันเทิง ผับ บาร์ คิดเป็นร้อยละ 80.5 รองลงมาคือสนามมวย สนามม้าคิดเป็นร้อยละ 77.6
โดยส่วนใหญ่ร้อยละ 82.4 เห็นด้วยกับการลดเวลาเคอร์ฟิวลง
ส่วนใหญ่ร้อยละ 69.5 เชื่อว่า พ.ร.ก. ฉุกเฉินยังจำเป็นค่อนข้างมากถึงมากที่สุดต่อ
การควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19
ส่วนใหญ่ร้อยละ 77.9 ห่วงอนาคตประเทศเรื่องปัญหาการขาดรายได้ของประชาชน
รองลงมาร้อยละ 70.0 มีการว่างงานสูงขึ้น
 
 
 
ดีมาก (5)
ดี (4)
ปานกลาง (3)
พอใช้ (2)
แย่ (1)
 
 
                  กรุงเทพโพลล์โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ดำเนินการสำรวจ
ความคิดเห็นประชาชน เรื่อง “คนไทยว่ายังไง…กับการต่อ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน” โดย
เก็บข้อมูลกับประชาชนจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศจำนวน 1,205 คน พบว่า
ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 57.9 เห็นว่าการต่อ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน การล็อกดาวน์
มีผลต่อการดำเนินชีวิต การทำงาน การเรียน ค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด
ขณะที่
ร้อยละ 42.1 เห็นว่ามีผลค่อนข้างมากถึงมากที่สุด
 
                  เมื่อถามว่ากังวลมากน้อยเพียงใดต่อสถานที่ที่เปิดจากมาตรการ
ผ่อนปรนเฟสแรกและเฟสสองว่าจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ COVID-19 ได้ พบว่า
ในมาตรการผ่อนปรนเฟสแรกเคอร์ฟิว 22.00 – 04.00 น. เช่น ตลาด
ร้านอาหารขนาดเล็ก สนามกีฬากลางแจ้ง ร้านตัดผม ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ
61.8 มีความกังวลต่อสถานที่ที่ผ่อนปรนค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด (แบ่งเป็น
ค่อนข้างน้อยร้อยละ 43.8 และน้อยที่สุดร้อยละ 18.0)
ขณะที่ร้อยละ 38.2
มีความกังวลค่อนข้างมากถึงมากที่สุด (แบ่งเป็นค่อนข้างมากร้อยละ 32.8 และ
มากที่สุดร้อยละ 5.4)
 
                  ส่วนมาตรการผ่อนปรนเฟสสอง เคอร์ฟิว 23.00 – 04.00 น. เช่น ห้างสรรพสินค้า ประชาชน
ส่วนใหญ่ร้อยละ 61.6 มีความกังวลต่อสถานที่ที่ผ่อนปรนค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด (แบ่งเป็นค่อนข้างน้อยร้อยละ
44.6 และน้อยที่สุดร้อยละ 17.0)
ขณะที่ร้อยละ 38.4 มีความกังวลค่อนข้างมากถึงมากที่สุด (แบ่งเป็นค่อนข้างมากร้อยละ
32.6 และมากที่สุดร้อยละ 5.8)
 
                  ทั้งนี้เมื่อถามต่อว่าสถานที่ที่กังวลมากที่สุดหากมีการผ่อนปรนในเฟสที่ 3 และเฟสที่ 4 ว่าอาจจะ
ทำให้มีการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 ได้ คือ สถานบันเทิง ผับ บาร์คิดเป็นร้อยละ 80.5
รองลงมาคือ
สนามมวย สนามม้า สนามแข่งกีฬาต่างๆ คิดเป็นร้อยละ 77.6 และโรงภาพยนตร์ คิดเป็นร้อยละ 46.2
 
                  เมื่อถามว่าเห็นด้วยหรือไม่กับการลดเวลาเคอร์ฟิวลงเหลือ 23.00 – 03.00 น. ส่วนใหญ่ร้อยละ
82.4 เห็นด้วยเพราะ เวลาไม่ได้แตกต่างจากเดิมที่ 23.00 – 04.00 น. จะได้มีความยืดหยุ่นในการดำเนินชีวิต
ได้มากขึ้น
ขณะที่ร้อยละ 17.6 ไม่เห็นด้วยเพราะ จะทำให้มีการพบปะ สังสรรค์ ชุมนุมกันเพิ่มขึ้น เสี่ยงต่อการแพร่ระบาด
ของเชื้อ COVID-19
 
                  สำหรับความเห็นต่อ พ.ร.ก. ฉุกเฉินยังจำเป็นมากน้อยเพียงใดต่อการควบคุมการแพร่ระบาด
ของเชื้อ COVID-19 ส่วนใหญ่ร้อยละ 69.5 เห็นว่ายังจำเป็นค่อนข้างมากถึงมากที่สุด
ขณะที่ร้อยละ 30.5
เห็นว่าจำเป็นค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด
 
                  สุดท้ายเมื่อถามถึงเรื่องที่ห่วงมากที่สุด กับอนาคตของประเทศไทย ในการต่อ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน คือ
ปัญหาการขาดรายได้ ค่าครองชีพของประชาชนคิดเป็นร้อยละ 77.9
รองลงมาคือ มีการว่างงานเพิ่มสูงขึ้นคิดเป็น
ร้อยละ 70.0 และการศึกษาของลูกหลานเรียนออนไลน์คิดเป็นร้อยละ 57.7
 
 
                  โดยมีรายละเอียดตามประเด็นข้อคำถามดังต่อไปนี้
 
             1. ความเห็นต่อการต่อ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน การล็อกดาวน์ มีผลต่อการดำเนินชีวิต การทำงาน การเรียน
                 มากน้อยเพียงใด


 
ร้อยละ
ค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด
(โดยแบ่งเป็นค่อนข้างน้อยร้อยละ 33.7 และน้อยที่สุดร้อยละ 24.2)
57.9
ค่อนข้างมากถึงมากที่สุด
(โดยแบ่งเป็นค่อนข้างมากร้อยละ 32.6 และมากที่สุดร้อยละ 9.5)
42.1
 
 
             2. ข้อคำถาม “ท่านกังวลมากน้อยเพียงใดต่อสถานที่ที่เปิดจากมาตรการผ่อนปรนเฟสแรกและเฟสสอง
                ว่าจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ COVID-19 ได้”


มาตรการผ่อนปรน
ความกังวล
ค่อนข้างมาก
(ร้อยละ)
มากที่สุด
(ร้อยละ)
ค่อนข้างน้อย
(ร้อยละ)
น้อยที่สุด
(ร้อยละ)
รวม
(ร้อยละ)
เฟสแรก เคอร์ฟิว 22.00 – 04.00 น. เช่น ตลาด ร้านอาหารขนาดเล็ก สนามกีฬากลางแจ้ง ร้านตัดผม

32.8

5.4

43.8

18.0

100.0
เฟสสอง เคอร์ฟิว 23.00 – 04.00 น. เช่น ห้างสรรพสินค้า
32.6
5.8
44.6
17.0
100.0
 
 
             3. สถานที่ที่กังวลหากมีการผ่อนปรนในเฟสที่ 3 และเฟสที่ 4 ว่าอาจจะทำให้มีการแพร่ระบาด
                 ของเชื้อ COVID-19 ได้ (เลือกตอบได้มากกว่า1 ข้อ)


 
ร้อยละ
สถานบันเทิง ผับ บาร์
80.5
สนามมวย สนามม้า สนามแข่งกีฬาต่างๆ
77.6
โรงภาพยนตร์
46.2
สถานบริการ สปา ร้านนวด
41.7
อื่นๆ อาทิเช่น ไม่กังวลเลย สถานที่กวดวิชา โรงเรียน
6.1
 
 
             4. ข้อคำถาม “เห็นด้วยหรือไม่กับการลดเวลาเคอร์ฟิวลงเหลือ 23.00 – 03.00 น.”                 

 
ร้อยละ
เห็นด้วยเพราะ เวลาไม่ได้แตกต่างจากเดิมที่ 23.00 – 04.00 น. จะได้มีความยืดหยุ่นในการดำเนินชีวิตได้มากขึ้น
82.4
ไม่เห็นด้วยเพราะ จะทำให้มีการพบปะ สังสรรค์ ชุมนุมกันเพิ่มขึ้น เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19
17.6
 
 
             5. ความเห็นต่อ พ.ร.ก. ฉุกเฉินยังจำเป็นมากน้อยเพียงใดต่อการควบคุมการแพร่ระบาด
                ของเชื้อ COVID-19


 
ร้อยละ
ค่อนข้างมากถึงมากที่สุด
(โดยแบ่งเป็นค่อนข้างมากร้อยละ 55.2 และมากที่สุดร้อยละ 14.3)
69.5
ค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด
(โดยแบ่งเป็นค่อนข้างน้อยร้อยละ18.7 และน้อยที่สุดร้อยละ 11.8)
30.5
 
 
             6. เรื่องที่ห่วงมากที่สุด กับอนาคตของประเทศไทย ในการต่อ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน
                 (เลือกตอบได้มากกว่า1 ข้อ)


 
ร้อยละ
ปัญหาการขาดรายได้ ค่าครองชีพของประชาชน
77.9
มีการว่างงานเพิ่มสูงขึ้น
70.0
การศึกษาของลูกหลานเรียนออนไลน์
57.7
ธุรกิจ ผู้ประกอบการเจ๊ง
49.4
ปัญหาการท่องเที่ยวในประเทศ
42.5
การลงทุนจากต่างประเทศ
34.6
อื่นๆ อาทิเช่น ไม่มีอะไรห่วง มีการต่อ พ.ร.ก. อีก
1.9
 
 
รายละเอียดการสำรวจ
วัตถุประสงค์การสำรวจ:
                 1) เพื่อต้องการทราบถึง พ.ร.ก. ฉุกเฉิน การล็อกดาวน์ มีผลต่อการดำเนินชีวิต การงาน การเรียน
                     ของประชาชนมากน้อยเพียงใด
                 2) เพื่อสะท้อนถึงความกังวลต่อสถานที่ที่เปิดจากมาตรการผ่อนปรนว่าจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ COVID-19 ได้
                 3) เพื่อสะท้อนความเห็นต่อการลดเวลาเคอร์ฟิวลงเหลือ 23.00 – 03.00 น.
                 4) เพื่อสะท้อนความจำเป็นต่อ พ.ร.ก. ฉุกเฉินต่อการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19
                 5) เพื่อสะท้อนถึงเรื่องที่ห่วงมากที่สุด กับอนาคตของประเทศไทย ในการต่อ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน
 
ประชากรที่สนใจศึกษา:
                  การสำรวจใช้การสุ่มตัวอย่างจากประชาชนทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ที่มีอายุ 18 ปี ขึ้นไป โดยการสุ่ม
สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์จากฐานข้อมูลของกรุงเทพโพลล์ ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling)
แล้วใช้วิธีการถ่วงน้ำหนักด้วยข้อมูลประชากรศาสตร์จากฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ของกรมการปกครองกระทรวงมหาดไทย
 
ความคลาดเคลื่อน (Margin of Error):
                  ในการประมาณการขนาดตัวอย่างมีขอบเขตของความคลาดเคลื่อน  3% ที่ระดับความเชื่อมั่น 95%
 
วิธีเก็บรวบรวมข้อมูล:
                  ใช้การสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ (Enumeration by telephone) โดยเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล
เป็นแบบสอบถามที่มีโครงสร้างแน่นอน ประกอบด้วยข้อคำถามแบบเลือกตอบ (Check List Nominal) จากนั้น
ได้นำแบบสอบถามทุกชุดมาตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ก่อนบันทึกข้อมูลและประมวลผล
 
ระยะเวลาในการเก็บข้อมูล:  : 25 - 27 พฤษภาคม 2563
 
วันที่เผยแพร่ผลสำรวจ: 30 พฤษภาคม 2563
 
สรุปข้อมูลพื้นฐานของกลุ่มตัวอย่าง:
ตารางข้อมูลประชากรศาสตร์
 
จำนวน
ร้อยละ
เพศ:
   
             ชาย
619
51.4
             หญิง
586
48.6
รวม
1,205
100.0
อายุ:
 
 
             18 – 30 ปี
94
7.8
             31 – 40 ปี
176
14.6
             41 – 50 ปี
319
26.5
             51 – 60 ปี
352
29.2
             61 ปีขึ้นไป
264
21.9
รวม
1,205
100.0
การศึกษา:
 
 
             ต่ำกว่าปริญญาตรี
689
57.2
             ปริญญาตรี
388
32.2
             สูงกว่าปริญญาตรี
128
10.6
รวม
1,205
100.0
อาชีพ:
   
             ลูกจ้างรัฐบาล
151
12.5
             ลูกจ้างเอกชน
270
22.4
             ค้าขาย/ ทำงานส่วนตัว/ เกษตรกร
436
36.2
             เจ้าของกิจการ/ นายจ้าง
65
5.4
             ทำงานให้ครอบครัว
6
0.5
             พ่อบ้าน / แม่บ้าน / เกษียณอายุ
217
18.0
             นักเรียน/ นักศึกษา
18
1.5
             ว่างงาน/ รวมกลุ่ม
42
3.5
รวม
1,205
100.0
 
ติดตามกรุงเทพโพลล์ผ่าน twitter ได้ที่  twitter bangkokpoll
Download PDF file:  
 
ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์)    โทร. 02-407-3888 ต่อ 2898